Web 3.0 คืออะไรกันแน่?

0

ในโลกตอนนี้ Web 2.0 ยังไม่ทันเป็นรูปเป็นร่าง ก็เริ่มมีการพูดถึง Web 3.0 กันซะแล้ว (อย่าว่าแต่ 3.0 เลยครับ 4.0,5.0,6.0 ก็มีพูดกันบ้างแล้ว)
ในประเทศไทยเอง เพิ่งจะเริ่มบูมกันในเรื่องของ Web 2.0 จนทำให้เกิดเหตุการณ์อะไรหลายๆ อย่าง ที่ทำออกมาแล้วตามด้วยเลข 2.0 มาคราวนี้คงเกริ่นถึง Web 3.0 บ้าง ว่ามันเป็นรูปแบบใด เผื่อใครจะอยากโดดข้าม 2.0 ไปทำ 3.0
มีคนเปรียบเทียบไว้ว่า Web 1.0 ผู้เข้าชมสามารถอ่านได้อย่างเดียว (read-only) แต่พอมาเป็น web 2.0 ผู้เข้าชมสามารถอ่านและเขียนได้ด้วย (read-write)

Photobucket

Web 1.0 เจ้าของเว็บเป็นผู้สร้างระบบและเนื้อหาบนเว็บ ผู้เ้ข้าชม อ่านอย่างเดียว, Web 2.0 เจ้าของเว็บสร้างระบบและเนื้อหาบนเว็บ ผู้เข้าชมสร้างเนื้อหาบนระบบเดียวกับเจ้าของเว็บแล้วให้ผู้ชมอื่นๆ ได้ดูต่อ จนเป็นที่มาของ Social Network
ภาพจาก socialcomputingmagazine.com
แต่พอมาเป็น Web 3.0 ปุ๊บ เขาบอกว่ามันจะกลายเป็น อ่าน/เขียน/จัดการ ได้สามอย่างพร้อมกัน (read-write-execute) คราวนี้ความสามารถของมันก็จะมากมายมหาศาล แทนที่จะเข้าไปอ่านและเพิ่มข้อมูล เราก็จะสามารถปรับแต่งแก้ไขข้อมูลหรือระบบได้เองอย่างอิสระมากขึ้น

Web 3.0 แทนที่เราจะค้าหาข้อมูลใดสักตัวแล้วไปเจอแต่ข้อความน่าเบื่อ คราวนี้เราจะสามารถไปเจอข้อมูลอื่นๆ ได้อีกด้วย โดยไม่จำเป็นจะต้องเป็นข้อความเสมอไป
ภาพจาก money.cnn.com
แต่อย่างว่านะครับ มันยังเป็นเพียงทฤษฎีที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าจะมีอะไรบ้าง แต่เท่าที่หาข้อมูลจาก internet จะมีเทคโนโลยีบางอย่างที่คาดว่าจะถูกนำมาใช้ใน Web 3.0 นั่นคือ

1. Atificial intelligence (AI)
แปลตามพจนานุกรมมันคือ ปัญญาประดิษฐ์ หรือที่เราเรียกกันว่า สมองกล เป็นสมองกลแบบเดียวกันในหุ่นยนตร์นี่เองครับ มันจะเป็นจุดเด่นที่จะทำให้เว็บเราตอบสนองผู้ใช้งานได้อย่างชาญฉลาด หรือถึงขั้นที่ว่ารู้ความต้องการของผู้ใช้ และแสดงข้อมูลออกมาได้อย่างตรงใจ

2. Semantic Web and SOA (Service-oriented architecture)
SOA มันเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างระบบที่ต่างกัน เช่น เว็บ Tarad อาจจะส่งข้อมูลของพอลล่าไปให้ Thaisecondhand โดยผ่านมาตรฐาน XML ทำให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลถึงกัน และเป็นที่มาของ Semantic Web ที่จะเกิดผลปฏิวัติโลก ทำให้เกิดฐานข้อมูลของโลกขึ้นมาเลยทีเดียว โดยข้อมูลทั้งหมดจะเข้าถึงกัน ไม่เฉพาะแค่ตัวอักษรเท่านั้น แต่จะรวมไปถึงข้อมูลรูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียง ที่เราสามารถค้นหาได้โดยไม่ต้องพึ่งการค้นหาโดยพิมพ์ keyword แบบเก่าๆ เช่น อยากค้นหาคนที่หน้าเหมือนผม ก็เอารูปผมไป ค้นหา จากนั้นมันจะไปเทียบหน้า แล้วแสดงหน้าคนเหมือนผมออกมา หรือ ต้องการเพลงที่มีทำนองแบบนี้ ก็เอาเพลงไปค้นหา แล้วมันก็จะแสดงเพลงที่มีทำนองเดียวกัน หรือลักษณ์ใกล้กันออกมา

3. 3D หรือ Web3D Consortium
ปกติเราเห็นเว็บเป็นหน้าเรียบๆ แบบ 2 มิติ (2D) แต่ใน Web 3.0 อาจจะได้เห็น 3 มิติ (3D) กันแล้วครับ เช่น ต้องการซื้อของใน Tarad เราก็ให้ตัวเราในเว็บที่เป็น 3D เดินเข้าร้านไปซื้อของในร้านค้าโลกออนไลน์ โดยระหว่างซื้อก็สามารถเฆ้นคนอื่นๆ และสนทนาถึงเรื่องสินค้าและร้านนั้นได้ ซึ่งรูปแบบนี้ได้เกิดขึ้นแล้วใน Second Life ครับ หรือจะลองดู Demo ที่ Dzzd.net

4. Composite applications
เป็นการผสมบริการระหว่างกัน เช่น สคริปใน SF อาจจะดึงมาแสดงใน TOSDN ได้ด้วยเสมือนเป็นเว็บไซต์เดียวกัน โดยที่ผมอาจจะดึงสคริปของฝรั่งที่เหมือนกับคนไทย มาแสดงเป็นกลุ่มเดียวกัน เพื่อสะดวกในการค้าหาก็เป็นได้

5. Scalable vector graphics (SVG)
ข้อนี้ Tim Berners-Lee เป็นผู้แนะนำเองว่ามันน่าจะมี ซึ่งมันจะสร้างภาพขึ้นมาด้วย XML ทำให้การค้นหาเป็นไปได้ง่าย ประกอบกับมีความสามารถมากขึ้น เพราะเป็นภาพแบบ Vector กล่าวคือ ภาพแบบนี้ จะย่อหรือขยาย ก็ไม่แตกเป็นเม็ดๆ เหมือนภาพที่เราใช้ในปัจจุบัน (Bitmap)

6. Semantic Wiki
นึกภาพของเว็บ wikipedia นะครับ เวลาเราอ่านข้อมูลใดๆ แล้วเจอ keyword ในหน้านั้น แทนที่เราจะเอา leyword ตัวนั้นไปค้นหา มันก็จะแสดงข้อมูลให้เราโดยที่ข้อมูลนั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรากำลังอ ่านอยู่

7. Metadata (data about data)
แปลงตรงตัว ก็คือ การอธิบายข้อมูลด้วยข้อมูล โดยมันจะทำการคำนวนว่าข้อมูลที่เราใช้งานอยู่มีข้อมูลใดสัมพันธ์กันบ้างที่ส ามารถอธิบายข้อมูลตัวมันเองได้ เช่น เราดูข้อมูลของ Tosdn มันก็จะมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันคือ php, asp, perl หรือแม้แต่ชื่อผมเอง

นึกถึงโลกของ Web 3.0 ในอนาคตแล้ว จะว่าสะดวกก็สะดวก จะว่าน่ากลัวก็น่ากลัว แค่ Web 2.0 ที่ว่าเป็น Social Network เวลาเป็นสมาชิกเว็บไหนแล้ว คนแทบจะทั้งเว็บ รู้เห็นเรื่องของเราหมดเลย ฮ่าๆ สะดวกและสนุกตรงที่ญาติโกโหติกา ไม่เจอกันหลายสิบปี ก็ได้มาเจอกันอีกครั้ง แต่ไม่สนุกตรงที่ว่า มีแฟนทีหนึ่ง แทบจะหากิ๊กไม่ได้เลยทีเดียว เพราะรู้จักกันหมด ฮ่าๆๆๆ ตัวใครตัวมัน จบแค่นี้ดีกว่า
ปรับปรุงจาก Lab.tosdn.com
http://lab.tosdn.com/?p=63
http://web2.socialcomputingmagazine.com/all_we_got_was_web_10_when_tim_bernerslee_actually_gave_us_w.htm

Comments

comments

Share.

About Author

ทีมงาน MarketingByte.com ที่คอยเจาะลึก วิเคราะห์ หาข้อมูลต่างๆ มาเพื่อบริการข้อมูลด้านการตลาดออนไลน์เพื่อคนไทย ติดตามเราทาง Social Media : www.facebook.com/marketingbyte หรือ www.twitter.com/mktbyte

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: