Venture Capital กับ SMEs ตอน….แนวคิดพื้นฐานของ Venture Capital

0

สำหรับในอดีตแล้วพื้นฐานของ Venture capital คือการที่บุคคลหรือกล่มบุคคลนำเงินหรือร่วมกันนำเงินทุนหรือทรัพย์สินมาลงทุนร่วมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง จึงถือได้ว่า Venture capital จัดเป็นการดำเนินการในรูปของทุนส่วนบุคคล (Private equity)

ทุนส่วนบุคคลนี้อาจดำเนินการโดยบุคคลคนเดียว เช่น กษัตริย์ เศรษฐี คหบดี หรือกลุ่มบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง เช่น ตระกูลขุนนาง กลุ่มการค้า โดยอยู่ในวงจำกัดและลงทุนเฉพาะกับบุคคลหรือธุรกิจการค้าใดการค้าหนึ่งเท่านั้น

ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะเงินทุนหรืออยู่ในรูปของตัวเงินเท่านั้น โดยอาจเป็นทรัพย์สินอื่นใดที่มีมูลค่าก็ได้ เช่น ที่ดิน ปศุสัตว์ ผลผลิตทางการเกษตร โลหะ แร่ธาตุ อัญมณี เรือ แรงงาน เป็นต้น โดยการตัดสินใจในการลงทุนนี้ จะมาจากบุคคลหรือกล่มบุคคลนั้นในฐานะผู้ลงทุน (Investor) ซึ่งจะเป็นผู้ประเมินหรือวิเคราะห์การดำเนินการหรือเกี่ยวกับธุรกิจ และตัดสินใจที่จะ “ยอมรับ” หรือ “ปฏิเสธ” ในการลงทุนหรือการให้ทุนสนับสนุน กล่าวคือเป็นผู้ตัดสินใจ (Decision making) และให้ทุนของตนเองจากการตัดสินใจนั้น (Venture from decision making)

แต่สำหรับ Venture capital สมัยใหม่นั้น การลงทุนจะมีรูปแบบและกระบวนการจัดการในการลงทุนซึ่งอาจมีความแตกต่างจากในอดีต และจะเป็นเฉพาะด้านเงินทุนหรือเฉพาะตัวเงินเป็นหลัก

โดยการระดมทุนของการลงทุนนั้น อาจจะมาจากบุคคลที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่รู้จักกันมาก่อน มีรูปแบบขั้นตอนที่แน่นอนและเป็นมาตรฐาน เช่น การจัดตั้งเป็นกองทุน (Fund) หรือจัดตั้งองค์กรในการบริการจัดการการลงทุนขึ้น เช่น บริษัทจัดการการลงทุน โดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลในฐานะผู้ลงทุน (Investor) นั้นอาจจะอยู่ในบทบาทของกรรมการหรือคณะกรรมการในการพิจารณาอนุมัติการลงทุน หรืออยู่ในฐานะสมาชิกของกองทุน หรือผู้ถือหุ้น หรือผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนนั้น

ส่วนของการวิเคราะห์หรือประเมินความเป็นไปได้ของการลงทุน จะเป็นหน้าที่ของผู้วิเคราะห์การลงทุน (Venture capitalist) แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็น Venture capital ในอดีต หรือเป็น Venture capital สมัยใหม่ จะมีแนวคิดพื้นฐานสำคัญ 3 ประการ คือ 1. ความเชื่อ (Belief) 2. ความเสี่ยง (Risk) 3. ข้อตกลง (Agreement)

ความเชื่อ (Belief)

พื้นฐานเบื้องต้นในการลงทุนของ Venture capital คือผู้ลงทุนมี “ความเชื่อ” ว่าธุรกิจนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จ หรือสร้างผลตอบแทนคุ่มค่ากับเงินทุนหรือทรัพย์สินที่ตนเองได้ลงทุนไปในธุรกิจนั้น

ซึ่งในอดีตนั้น “ความเชื่อ” นี้จะมีพื้นฐานมาจากความรู้ ความชำนาญ ความเข้าใจ หรือประสบการณ์ของผู้ลงทุนต่อผู้ที่จะทำธุรกิจ หรือต่อธุรกิจที่จะลงทุนร่วมด้วย ซึ่งผู้ประเมินความเป็นไปได้จากความเชื่อนี้ คือเจ้าของเงินทุนหรือผู้ลงทุนเอง

แต่สำหรับ Venture capital สมัยใหม่ ที่เจ้าของเงินทุนหรือผู้ลงทุนส่วนใหญ่ จะไม่ใช่ผู้ประเมินความเป็นไปได้ของความสำเร็จหรือการสร้างผลตอบแทนในธุรกิจนั้น โดยจะเป็นหน้าที่ของผู้วิเคราะห์การลงทุน (Venture capitalist) ซึ่งจะมีหน้าที่ในการดำเนินการแทน โดยอาศัยความรู้ความชำนาญ การพิจารณาหรือการประเมินอย่างรอบคอบเกี่ยวกับการดำเนินการของธุรกิจ ความสามารถของผู้ประกอบการ หรือรูปแบบการวิเคราะห์ธุรกิจในด้านต่างๆ โดยผู้ลงทุนอาจจะอยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจที่จะลงทุนหรือไม่ลงทุน

อย่างไรก็ตามสำหรับ Venture capital สมัยใหม่ “ความเชื่อ” ในการประเมินหรือตัดสินใจว่าธุรกิจนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จนั้น มักจะมาจากโอกาสทางการตลาด (Market opportunities) และความสามารถในการประกอบการ (Management or operation performance) เป็นสำคัญ อันมาจากตัวผู้ประกอบการเองและทีมบริหาร เช่น ความสำเร็จในอดีต หรือประสบการณ์ความรู้ความชำนาญต่างๆ เป็นต้น

โดยในส่วนของพื้นฐานความรู้ ความชำนาญ ความเข้าใจ หรือประสบการณ์ต่อธุรกิจของผู้วิเคราะห์การลงทุนและตัวผู้ลงทุน จะถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลงทุนร่วมกับธุรกิจ รวมถึงเป็นสิ่งกำหนดเกี่ยวกับนโยบายการดำเนินการของ Venture capital นั้นอีกด้วย

ความเสี่ยง (Risk)

นอกเหนือจาก “ความเชื่อ” ของ Venture capital ว่าธุรกิจนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จ หรือสร้างผลตอบแทนคุ่มค่ากับเงินทุนที่ Venture capital ได้ลงทุนไป การดำเนินธุรกิจนั้นย่อมมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จหรือประสบความล้มเหลว หรือธุรกิจย่อมมี “ความเสี่ยง” ในการดำเนินการ

ดังนั้นผลตอบแทนจากการลงทุนของ Venture capital จึงมาจากการประเมินว่าความเสี่ยงนั้นมีอยู่มากน้อยเพียงใด ซึ่งถ้าธุรกิจนั้นมีความเสี่ยงมากหรือมีความเสี่ยงสูง ความคาดหวังในผลตอบแทนที่ Venture capital ต้องการก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย หรือ “High risk, High expected return” นั่นเอง หรืออาจกล่าวได้ว่าการลงทุนของ Venture capital คือการลงทุนบนความเสี่ยงของธุรกิจ หรือเป็นการลงทุนโดยยอมรับความเสี่ยงของธุรกิจนั่นเอง ซึ่งถือเป็นแนวคิดพื้นฐานสำคัญของ Venture capital

โดยปกติแล้วการประมาณการผลตอบแทนจากความเสี่ยงนี้ จะถูกประมาณการหรือมีการคำนวณโดยผู้วิเคราะห์การลงทุน (Venture capitalist) จากตัวชี้วัดทางการเงิน คือ อัตราผลตอบแทนภายในของการลงทุน (Internal rate of return – IRR) เพื่อใช้ในการตัดสินใจในการลงทุน

ตามมาตรฐานทั่วไปของ Venture capital สำหรับธุรกิจที่จะร่วมลงทุนด้วย ควรมีค่า IRR ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 สำหรับระยะเวลาการลงทุนประมาณ 5 ปี แต่ทั้งนี้ค่า IRR ดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ โดยผลลัพธ์จากการคำนวณ IRR ที่ร้อยละ 25 นี้ถือเป็นเกณฑ์ต่ำที่สุด ที่ใช้คำนวณว่าธุรกิจให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุนของ Venture capital หรือไม่

แต่ถ้าเป็น Venture capital ภาครัฐ เช่น กองทุนร่วมลงทุนเพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันของธุรกิจไทย ของสสว. อาจอนุโลมให้มีค่าน้อยกว่ามาตรฐานนี้ เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือและสนับสนุน SMEs มากกว่าการมุ่งหวังในผลตอบแทนหรือการสร้างผลกำไรให้กับ Venture capital

ข้อตกลง (Agreement)

แนวคิดพื้นฐานอีกประการหนึ่งของ Venture capital คือเรื่องของการมี “ข้อตกลง” ระหว่าง Venture capital กับธุรกิจที่ Venture capital จะไปร่วมลงทุนด้วย ว่าธุรกิจนั้นจะได้อะไรจาก Venture capital และ Venture capital จะได้รับอะไรเป็นผลตอบแทนจากการลงทุนกับธุรกิจนั้น หรือข้อตกลงในการดำเนินการต่างๆ ระหว่างธุรกิจนั้นกับ Venture capital ว่าต้องมีการดำเนินการซึ่งกันและกันอย่างไร

โดยข้อตกลงของธุรกิจส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดจะเป็นด้านเงินทุนหรือตัวเงิน แต่ก็อาจมีข้อตกลงบางอย่างที่ต้องการเพิ่มขึ้น เช่น ความช่วยเหลือด้านเครือข่าย หรือการสนับสนุนในรูปแบบอื่น เป็นต้น โดยข้อตกลงจากผลตอบแทนบนความเสี่ยงของธุรกิจที่ Venture capital ลงทุน อาจจะสะท้อนออกมาในรูปของการแบ่งผลกำไร (Profit sharing) การจ่ายเงินปันผล (Dividend) หรือมูลค่าหุ้นของธุรกิจที่ธุรกิจต้องซื้อคืนจาก Venture capital ส่วนข้อตกลงพื้นฐานหรือเงื่อนไขในการดำเนินการซึ่งกันและกัน จะเกิดขึ้นจากการทำสัญญาหรือนิติกรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบทบาท อำนาจหน้าที่ การตรวจสอบ เงื่อนไขในการปฏิบัติหรือห้ามปฏิบัติ ระยะเวลาการร่วมลงทุน หรือการถอนตัวของการลงทุน เป็นต้น

ในแนวคิดพื้นฐานของ Venture capital ทั้ง 3 ประการนี้ ในเรื่องของความเชื่อ ความเสี่ยง และข้อตกลง ถ้านำมาเปรียบเทียบกับการให้สินเชื่อหรือการให้ธุรกิจกู้ยืม จะเห็นได้ว่ามีด้านที่คล้ายคลึงและแตกต่างกัน อันจะเป็นสิ่งที่แบ่งแยกการดำเนินการธุรกิจเงินร่วมลงทุนหรือ Venture capital กับการให้สินเชื่อหรือการให้ธุรกิจกู้ยืม

คือทั้งสองประการมีการให้เงินทุนกับธุรกิจเพื่อได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเช่นเดียวกัน แต่การให้สินเชื่อนั้นเงินทุนที่ให้กับธุรกิจนั้นจะเรียกเป็นเงินกู้ยืมหรือเงินต้น (Principle) และผลตอบแทนจากการลงทุนในการให้กู้ยืมคือดอกเบี้ย (Interest)

เพียงแต่ในเรื่องของ”ความเชื่อ” และ “ความเสี่ยง” ของการให้สินเชื่อหรือการให้ธุรกิจกู้ยืมนั้น อาจจะอยู่กันคนละมุมมองกับ Venture capital กล่าวคือในเรื่องของ “ความเชื่อ” สำหรับสินเชื่อหรือการให้ธุรกิจกู้ยืมเงินทุนไปเพื่อดำเนินธุรกิจ จะมีความเชื่อว่าธุรกิจมีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จ และสามารถนำเงินทุนจากการกู้ยืมหรือเงินต้น รวมถึงผลตอบแทนจากการลงทุนซึ่งอยู่ในรูปของดอกเบี้ยมาคืนให้แก่ผู้ลงทุนได้

ส่วน “ความเสี่ยง” คือ มีความเป็นไปได้ที่ธุรกิจจะไม่ประสบความสำเร็จ หรือมีความเป็นได้ที่ธุรกิจจะ “ไม่สามารถ” นำเงินทุนจากการกู้ยืมหรือเงินต้นหรือผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยมาคืนให้แก่ผู้ลงทุนได้ โดยมี “ข้อตกลง” เพื่อใช้ในการควบคุมความเสี่ยง คือ ข้อตกลงหรือสัญญาที่ผู้ลงทุนในฐานะ “เจ้าหนี้” ที่จะมีสิทธิเรียกร้องจากธุรกิจที่ได้รับเงินกู้ยืมหรือ “ลูกหนี้” ในการชดใช้หรือคืนเงินทุนที่ผู้ลงทุนได้ลงทุนไปในรูปของเงินกู้ยืมหรือเงินต้น และผลตอบแทนซึ่งอยู่ในรูปของดอกเบี้ย รวมถึงค่าปรับและค่าธรรมเนียมอื่นๆตามแต่ตกลง ถ้าธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จหรือเป็นไปตามเป้าหมาย หรือข้อตกลงระหว่างกัน

และการใช้หลักประกัน (Collateral) เพื่อค้ำประกันเงินกู้ยืมของธุรกิจในการลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น หรือกล่าวได้ว่าการให้สินเชื่อหรือการให้ธุรกิจกู้ยืม เป็นการลงทุนโดยหลีกเลี่ยงหรือมีการควบคุมความเสี่ยงจากผู้ลงทุนนั่นเอง

Comments

comments

Share.

About Author

ทีมงาน MarketingByte.com ที่คอยเจาะลึก วิเคราะห์ หาข้อมูลต่างๆ มาเพื่อบริการข้อมูลด้านการตลาดออนไลน์เพื่อคนไทย ติดตามเราทาง Social Media : www.facebook.com/marketingbyte หรือ www.twitter.com/mktbyte

Leave a Reply

%d bloggers like this: