MarketingByte.com ศูนย์กลางความรู้ E-Marketing, E-Business และ E-commerce องค์ความรู้เกี่ยวการทำธุรกิจยุค Digital
ขอเชิญ สมัครสมาชิก เพื่อร่วมนำเสนอประสบการณ์ของคุณได้เลยครับ
MarketingByte.com ศูนย์กลางความรู้ E-Marketing, E-Business และ E-commerce องค์ความรู้เกี่ยวการทำธุรกิจยุค Digital
ขอเชิญ สมัครสมาชิก เพื่อร่วมนำเสนอประสบการณ์ของคุณได้เลยครับ
ผู้นำเสนอข่าว : No.13 วันที่ อังคาร, 25/11/2008 - 09:38
บรรดาหนังสือที่วางบนชั้นของร้านขายหนังสือนั้น หลายๆ เล่มเขียนด้วยจุดประสงค์ที่มิใช่ต้องการเงินทอง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารอีกรูปแบบที่เจาะเข้าไปสู่กลุ่มเป้าหมายแบบถึงใจเลยก็ว่าได้
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เกรียงไกร กาญจนะโภคิน
เพราะการที่กลุ่มเป้าหมายจะเดินออกจากบ้านมาร้านหนังสือ เพื่อซื้อหนังสือของใครสักคนนั้น ถ้าไม่ใช่แฟนกันจริงๆ คงจะเกิดขึ้นยาก
??ในอดีตหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับอัตชีวประวัติของนักบริหารที่ประสบความสำเร็จ โดยนำประสบการณ์ของการทำงานที่มีค่ามาเล่าให้ฟังผ่านตัวหนังสือ และเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับการบริหารธุรกิจที่เขียนโดยคนไทยนั้นหายากหาเย็นมาก ส่วนใหญ่มักเป็นการนำหนังสือจากต่างประเทศมาแปล บางครั้ง Case Study ก็เป็นการเขียนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศนั้นๆ โดยเราอาจจะไม่รู้จักแบรนด์หรือไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาทำด้วยซ้ำ เพราะขาดแบ็คกราวด์เนื่องจากเราอาจจะไม่เคยอยู่ในประเทศที่ยกกรณีศึกษาขึ้นมา
??เมื่อก่อนหนังสืออาจจะเป็นเชิงวิชาการให้เด็กนักเรียนอ่าน แต่วันนี้ไม่ใช่อีกแล้วครับ คนไทยหันมาอ่านหนังสือเพื่อเพิ่มพูนความรู้กันมากขึ้น ดังนั้นกลยุทธ์หนึ่งในการสร้างแบรนด์ของเราให้ลึกจึงใช้ "หนังสือ" นี่แหละเป็นอีกเครื่องมือในการสร้างแบรนด์
??นักการเมืองบ้านเรา เช่น คุณทักษิณ ชินวัตร ก็ใช้หนังสือตาดูดาว เท้าติดดิน มาเป็นหัวหอกในการทำให้คนรู้จักชีวิตที่เขาอยากให้คนรับรู้ว่าเขาเป็นเช่นไร ซึ่งทำให้คนรู้จักเขาดียิ่งขึ้นในมุมที่เขาอยากให้รู้จัก Brand Positioning ของเขาก็ชัดเจนมากขึ้น และสามารถเข้าไปอยู่ในใจคนได้มากยิ่งขึ้น
??กลยุทธ์เหล่านี้ไม่ได้ใช้เฉพาะนักการเมืองไทยเท่านั้น แม้แต่ประธานาธิบดีคนล่าสุดของประเทศสหรัฐอเมริกา บารัก โอบามา ก็ใช้หนังสือเป็นเครื่องมือในการหาเสียง ทั้งนี้เพื่อให้คนได้รู้จักตัวตนของเขาได้ดีมากยิ่งขึ้น ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็คือการสร้างแบรนด์ให้คนอ่านเรื่องราวของเขาเหมือนกับที่แบรนด์ต่างๆ ทำงานผ่านการสื่อสารด้านต่างๆ นั่นเอง
??วันนี้ซีอีโอหลายๆ ท่านที่มีหน้าที่นำพาธุรกิจของตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้า ก็หยิบยืมการนำหนังสือมาเป็นเครื่องมือในการสร้างแบรนด์กันเป็นทิวแถว เพราะอะไร...ทำไมใครๆ ก็ใช้กลยุทธ์นี้
??ง่ายนิดเดียวครับ ในยามที่ทุกคนกำลังต้องการหาแนวคิดใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ ต่างต้องการหาไอเดียใหม่ๆ เข้ามาเพื่อปรับปรุงธุรกิจของตัวเอง ดังนั้นบรรดาหนังสือ Know How ต่างๆ จึงขายดิบขายดี ยิ่งพวกหนังสือประเภทพาดหัวว่า วิธีปั้นเงิน สร้างเงินล้าน อะไรทำนองนี้ คนก็ยิ่งชอบอ่านกันมาก
??ส่วนใหญ่ผู้เขียนต้องมีบทพิสูจน์ส่วนตัวว่า เขาเคยทำแล้วประสบความสำเร็จ อาจจะยกตัวอย่างมาสักหนึ่งกรณี ก็นำมาตีฟองใส่ไข่ เขียนขยายความให้อ่านแล้วเข้าใจง่าย และบรรดาสำนักพิมพ์ที่มีสื่อในมือก็นำสื่อเหล่านั้นมาเป็นเครื่องมือในการช่วยโปรโมทนักเขียนให้กลายเป็นคนดังไปเลยทีเดียว
??สิบปีที่ผ่านมา บรรดาเกจิด้านการสื่อสารหลายคนออกมาเขียนหนังสือทั้งในรูปแบบคอลัมน์ และ พ็อกเก็ตบุ๊คตีพิมพ์ออกมาเพียบ ยิ่งช่วงเห่อการสร้างแบรนด์ก็จะมีหนังสือเรื่องการสร้างแบรนด์วางแผงเต็มไปหมด
??จะขายดิบขายดีกันหรือเปล่านั้นไม่ทราบเหมือนกัน แต่ที่สังเกตได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ แต่ก่อนสไตล์หนังสือที่ออกมานักวิชาการจะเป็นคนเขียน แต่วันนี้นักเขียนกลายเป็นนักปฏิบัติ การเขียนจึงแตกต่างจากการเขียนของนักวิชาการ เพราะมักเป็นการยกกรณีศึกษาที่บริษัทตัวเองทำแล้วประสบความสำเร็จ รวมถึงบอกว่าที่ประสบความสำเร็จได้นั้นเพราะบริษัทมี Know How อย่างไร
??บางเล่มก็บอกทีเด็ดทุกแง่ทุกมุมออกมาหมด บางเล่มก็แค่เปิดนิดเปิดหน่อยพอให้อยากแล้วก็จากไป
??อย่างไรก็ตามสำหรับผู้อ่าน มันก็เป็นเรื่องที่เขาได้รับรู้ได้ว่า องค์กรนั้นๆ เขามีแนวคิดอย่างไร ทำอะไรมาบ้าง สุดท้ายก็กลับมาที่แบรนด์ของผู้เขียนหรือองค์กรนั้นๆ แหละครับ ดังนั้นการที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะปล่อยให้คนในองค์กรไปเขียนหนังสือ ถ้าหนังสือมันเกี่ยวกับธุรกิจเราก็ต้องใส่ใจกับเนื้อหาที่ออกไป เพราะมันสะท้อนแบรนด์ขององค์กรอย่างช่วยไม่ได้
??ล่าสุดผมได้รวบรวม Know How ในการทำงานด้านการสื่อสารและการตลาดของผมตลอดระยะเวลาการทำงานออกมาเป็นพ็อกเก็ตบุ๊ค Interactive Communications ผู้อ่านท่านใดสนใจ ลองอ่านดูนะครับเพราะหนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นสูตรสำเร็จช่วยให้คุณเลือกใช้เครื่องมือการสื่อสารได้อย่างชาญฉลาดในยุคอินเตอร์แอ๊คทีฟ
ที่มาของข่าว http://www.bangkokbiznews.com/2008/11/12/news_311013.php
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น