Contrarian strategies (กลยุทธ์การลงทุนแบบย้อนตลาด)

0

เมื่อคราวก่อนผมเคยเขียนถึง Blue Ocean Strategy (น่านน้ำทะเลสีคราม) ที่เป็นแนวคิดนำพาเราให้หลุดพ้นจากสงคราวการค้าอันดุเดือด ไม่ต้องแข่งขันกับบริษัทคู่แข็งที่ทำธุรกิจเดียวกับเรา

มาคราวนี้ผมจะมาเขียนถึงกลยุทธอีกตัวหนึ่ง ถึงแม้จะไม่ทำให้เราพ้นจากการค้าอันดุเดือด แต่เป็นกุลยุทธที่ทำให้ลดต้นทุนของเราได้อย่างมาก นั่นก็คือ Contrarian strategies (กลยุทธ์การลงทุนแบบย้อนตลาด)

“Contrarian strategies คือ การสร้างยุทธศาสตร์บนพื้นฐานของการคิดแตกต่าง เป็นการสร้างยุทธศาสตร์บนแนวคิดว่าถ้าคนอื่นไปซ้ายฉันจะไปขวา ชาวบ้านชอบสีขาวฉันรักสีดำ” – Prasert Eamrungroj

ถ้าจะให้อธิบายวิธิใช้กลยุทธนี้ให้ชัดๆ คงต้องต้องเขียนถึงนักลงทุนคนหนึ่ง ที่ชำนาญการใช้กลยุทธนี้ นั่นก็คือ อาเฮีย วอเรน บัฟเฟตต์ (Warren Edward Buffett) นักลงทุนอันดับหนึ่งของอเมริกา นั่นเอง

จากหนังสือ The New Buffetology by Mary Buffett & David Clark เขาบอกไว้ว่า คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า วอเรน เล่นหุ้นจนรวย แต่แท้ที่จริงแล้ว วอเรน ไม่ได้เล่นหุ้น.. เขาเล่นกับคน เล่นกับกองทุนรวม ที่เอาเงินเขาไปเล่นหุ้นอีกทีหนึ่ง

เขาจะพยายามหาความโง่ของนักลงทุนที่ชอบมองโลกในแง่ร้าย และมองอะไรสั้นๆ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว นักลงทุนหรือกองทุนส่วนใหญ่ ชอบที่จะได้เงินง่ายๆ รวยเร็วๆ จึงส่งผลให้เกิดรูปแบบการลงทุนที่ตามมานั่นก็คือ ลงทุนโดยมองสถานการณ์แบบระยะสั้น

วอเรนพบว่า การมองแบบระยะสั้น ทำให้เกิดการลงทุนแบบโง่เขลาตามมามากมาย และเขาก็จะอดทนรอ เมื่อคนเหล่านี้แห่เทขายออกมาในราคาถูก

วอเรนทำสิ่งเหล่านี้ได้ดีกว่าคนอื่น เพราะเขาค้นพบ สิ่งที่นักลงทุนส่วนน้อยจะยอมรับได้อยู่ 2 อย่าง คือ

1. ประมาณ 95% ของนักลงทุนหรือกองทุนที่เล่นหุ้น วอเรนเรียกพวกนี้ว่า แรงจูงใจสั้น กล่าวคือ คนพวกนี้มักจะ ตอบสนองง่ายต่อสิ่งที่มากระตุ้นระยะสั้น โดยมักจะเล่นหุ้นตามข่าวที่ตนได้รับมา จะซื้อหุ้นเมื่อมีข่าวดี จะขายหุ้นเมือมีข่าวร้าย โดยไม่สนใจว่าเศรษฐกิจของบริษัทที่ตนได้ซื้อจะมีอนาคตเป็นอย่างไร

ข่าวดีของพวกเขา ยกตัวอย่างเช่น รายได้ที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งสิ่งที่จะตามมาก็คือ ราคาหุ้นขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงต้องรีบซื้อเก็บไว้

ส่วนข่าวร้ายที่จะทำให้พวกเขาเทขายออกมา เช่น กำไรที่ลดลงในปัจจุบัน ราคาหุ้นก็จะตกลง จึงจำเป็นต้องเทขาย

วอเรนพบว่า คนลงทุนระยะสั้นใน 2 เหตุการณ์นี้ มักจะมองข้ามเศรษฐกิจระยะยาวของบริษัทที่ตนลงทุน การมองการณ์สั้นนี้ทำให้เกิด ตลาดแบบ overvalues (มูลค่าเกินจริง) กับ undervalues (มูลค่าต่ำวก่าที่เป็นจริง) ต่อตัวบริษัท

2. วอเรน มองได้อย่างทะลุปรุโปร่งว่า ราคาของหุ้นในที่สุดแล้ว ก็จะสะท้อนเศรษฐกิจในระยะยาวของบริษัทออกมา วอเรนพบว่า บริษัทที่ overvalues นานไปราคาหุ้นก็จะต่ำลง ทำให้ผู้ถือหุ้นจนลง ต่างจากบริษัทที่ undervalues นานไปราคาหุ้นก็จะสูงขึ้น ทำให้ผู้ถือหุ้นรวยขึ้น

วอเรนมีความอัจฉริยะในการหา บริษัทที่ดี ที่ undervalues ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการลงทุนระยะสั้น เขาจะมองไปที่ ตลาดที่ตอบสนองต่อข่าวร้าย และส่งผลให้บริษัทที่ดีถูกขายออกมาในราคาถูก เมือเกิดแบบนี้ขึ้น วอเรนก็จะกว้านซื้อให้มากที่สุด เพราะเขารู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไป เศรษฐกิจของบริษัทเหล่านี้จะดีขึ้น

กล่าวสรุป คือ ตลาดหุ้นทั่วไปจะซื้อเมื่อมีข่าวดี จะขายเมือมีข่าวร้าย แต่วอเรนจะซื้อเมื่อมีข่าวร้าย แต่ไม่สนใจข่าวดีเลย

วอเรนจะไม่สนใจบริษัทที่เป็นที่นิยม นี่เป็นเหตุผลที่วอเรนไม่เคยเป็นเจ้าของ Yahoo ,Priceline, Amazon.com, Lucent, วอเรนสนใจบริษัทที่ไม่เป็นที่นิยม รอคอยข่าวร้ายระยะสั้นที่มาถึง แล้วกระโดดเข้าซื้อให้ได้มากที่สุด

วอเรน เคยพูดว่า “สาเหตุส่วนใหญ่ ที่ทำให้ราคาหุ้นต่ำก็เพราะการมองโลกในแง่ร้าย บางครั้งก็กระจายไปกว้าง บางครั้งก็กระจุกไม่กี่บริษัท”

การมองโลกในแง่ร้าย ทำให้วอเรนนี้เองร่ำรวยมหาศาล

ส่งที่เขาได้ทำนี้ เป็นกลยุทธที่เรียกว่า “selective contrarian investment strategy” (กลยุทธ์ การลงทุนสวนตลาดแบบคัดสรร)

นักลงทุนแบบสวนนี้ จะลงทุนในส่วนที่นักลงทุนคนอื่นไม่สนใจ โดยเขาจะมั่นใจว่า ราคาที่ต่ำนี้ ในข้างหน้า จะทำกำไรอย่างมหาศาลเมื่อราคาหุ้นฟื้นขึ้นม

แต่วอเรนไม่ได้ลงทุนเพราะแค่ราคาหุ้นที่ต่ำเพียงอย่างเดียว แต่เขาสนใจบริษัทที่มีลักษณะของธุรกิจพิเศษด้วย

เขาพบว่าราคาที่น่าสนใจของบริษัทพิเศษเหล่านี้เป็นผลพวงมาจากการมองการณ์สั้นและมองในแง่ร้ายของตลาด

ปรัชญาการลงทุนแบบพื้นฐานของวอเรน คือ การลงทุนแบบสวนทางร่วมกับการหาบริษัทที่มีธุรกิจพิเศษ บริษัทที่เป็นเจ้าของสิ่งที่เขาเรียกว่า “durable competitive advantage” (การได้เปรียบและมั่นคงในการแข่งขันทางธุรกิจ)

คราวนี้ลองมาเปรียบเทียบ ระหว่าง การลงทุนสวนตลาดแบบคัดสรร และ การลงทุนสวนตลาดแบบดั้งเดิม

1. การลงทุนสวนตลาดแบบดั้งเดิม นักลงทุนไม่สามารถแยกธุรกิจที่มีลักษณะการแข่งขันกันเรื่องราคา ( price competitive type ) ออกจาก บริษัทที่ได้เปรียบและมั่นคงเชิงการแข่งขัน ( durable competitive advantage ) ได้

2. การลงทุนแบบสวนตลาด นักลงทุนจะซื้อหุ้นที่ราคาตกลงมาและไม่เป็นทีสนใจของนักลงทุนอื่น กลยุทธ์แบบนี้อ้างอิงจาก งานวิจัยของ Eugene Fama และ Kenneth French ผู้ที่พบว่า บริษัทที่มีราคาหุ้นตกต่ำใน 2 ปีที่ผ่านมา มักจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอีก 2 ปีถัดไป

การลงทุนสวนตลาดแบบคัดสรร วอเรนแนะนำให้ซื้อเมื่อ

1. บริษัทนั้นมีการได้เปรียบ
2. มีความมั่นคงในการแข่งขัน
3. มีราคาที่ต่ำลง จากการมองการณ์สั้นของตลาด

วิธีนี้จะต่างจาก แบบดั้งเดิม คือ จะต้องหาให้ได้ว่า บริษัทไหน มีลักษณะ 3 ข้อที่กล่าวมา

การมองการณ์สั้น + มองโลกในแง่ร้าย + ข่าวร้ายที่มาถึง ทำให้ วอเรน บัฟเฟตต์ มีโอกาสเป็น เจ้าของ บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกได้ด้วยราคาที่ลดกระหน่ำ เช่น บริษัท H&R Block ในปี 2000 มีราคา 28$ ต่อหุ้น (ซึ่งในปัจจุบัน H&R Block อยู่ที่ 60$) หรือ บริษัท Washington Post ที่เขาซื้อที่ 6.14$ ต่อหุ้น แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 500$ ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา ได้กำไรก่อนเสียภาษี จาก H&R ประมาณ 41% และเมื่อ 27 ปีผ่านไป ได้กำไรจาก Washington Post ประมาณ 8,468 % (คาดว่าประมาณปี 2002)

นี่คือตัวอย่างของ Contrarian Investment Strategy ที่ วอเรน บัฟเฟตต์ ได้ใช้กับการลงทุนของเขา
วิธีนี้ผมอยากจะเรียกมันว่า พลิกวิกฤติ(ของคนอื่น)ให้เป็นโอกาส(ของเรา)

หากสนใจหนังสือ The New Buffetology สามารถสั่งซื้อผ่าน Amazon ได้ครับ
The New Buffettology: The Proven Techniques for Investing Successfully in Changing Markets That Have Made Warren Buffett the World’s Most Famous Investor

อ้างอิง
The New Buffetology (Thai edition) โดย kotaro
Contrarian strategies โดย Prasert Eamrungroj

อ้างอิง Lab.TOSDN

Comments

comments

Share.

About Author

ทีมงาน MarketingByte.com ที่คอยเจาะลึก วิเคราะห์ หาข้อมูลต่างๆ มาเพื่อบริการข้อมูลด้านการตลาดออนไลน์เพื่อคนไทย ติดตามเราทาง Social Media : www.facebook.com/marketingbyte หรือ www.twitter.com/mktbyte

Leave a Reply

%d bloggers like this: