B2B ทะเลสีครามที่กำลังจะเดือด

0

ในระยะหลังมานี้ ผมมักจะได้ยินคำว่า B2B (Business to Business) บ่อยมาก พอๆ กับคำว่า Web 2.0 และ Social Network หากใครไม่ได้อยู่ในสายของธุรกิจอาจจะ งง ว่า เจ้า B2B ที่ผมพูดถึงมัน คือ อะไร

ก่อนอื่นต้องขอปูพื้นว่าด้วยวิชา Marketing 101 ที่โดยปกติการซื้อขายจะมีฝั่งผู้ซื้อ (Consumer) และผู้ขาย/ผู้ผลิต/ร้านค้า (Business) ซึ่งสามารถเอามาแจงแจง ได้ 4 แบบ ในที่นี้ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ คือ

1. C2C (Consumer to Consumer)
เป็นรูปแบบการซื้อ-ขายระหว่างผู้ซื้อด้วยกันเอง เช่น ผมมีเพลงหนึ่งแผ่น ขายต่อให้สาวน้อยน่ารักในราคาถูกๆ

2. B2C (Business to Consumer)
เป็นรูปแบบการซื้อ-ขายระหว่างร้านค้าและผู้ซื้อ เช่น ผมซื้อเพลงเติ้งลี่จวินจากร้านอาม่าหน้าปากซอย

3. B2B (Business to Business)
เป็นรูปแบบการซื้อ-ขายระหว่างร้านและร้านด้วยกัน เช่น ร้านคอมพิวเตอร์ซื้อ cpu เมาประกอบคอมพิวเตอร์ขายให้โรงเรียนบ้านนอก 100 เครื่องในราคาแสนแพง

4. G2C (Government to Consumer)
เป็นรูปแบบการซื้อ-ขายระหว่างหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรกับผู้ซื้อ เช่น กระทรวงกลาโหมขายรถถังให้แก่บริษัทไฟแนนท์เอาไว้ใช้ในกิจการทวงหนี้ เป็นต้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราไม่ควรเข้าใจผิดว่า Consumer จะต้องเป็นตาสีตาสา ยายมียายมา หรือ Business จะต้องเป็นร้านค้า โรงงาน เท่านั้น หากแต่อยู่ที่สถานการณ์ของการซื้อขายว่าใครตกเป็นฝ่ายซื้อ (Consumer) หรือฝ่ายขาย (Business) กันต่างหาก

โลกของ Internet ในประเทศไทยเราจะพบ E-Market Place หลายเว็บไซต์ที่ทำธุรกิจครบทั้ง 4 แบบ แต่ที่แพร่หลายกันมากที่สุด เห็นจะเป็น C2C และ B2C ไม่ว่าจะ Thaisecondhand, Tarad, Weloveshopping, Pantip Market สารพัดให้เลือกสรร แต่ลองสังเกตุดูดีๆ ว่า จะมีรูปแบบธุรกรรมแบบหนึ่งที่เป็นรูปแบบปราบเซียนมานักต่อนัก นั่นก็คือ รูปแบบ B2B นั่นเอง

หลายปีที่ผ่านมา E-Market Place แบบ B2B ในประเทศไทย เคยมีหลายเจ้าที่ทำออกมามากมาย แต่ก็ต้องล้มหรือเปลี่ยนไปทำ B2C แทน เนื่องด้วยสาเหตุหลายอย่าง

ในปัจจุบันการธุรกิจแทบทุกที่มีการนำเอาเทคโนโลยี Internet มาใช้งานจนกำหนดเป็นมาตรฐานการซื้อขาย ถึงขั้นส่งจดหมายเวียนไปให้ผู้ซื้อขายของตน ว่า ถ้าไม่มีการทำ E-Commerce หรือระบบธุรกรรมผ่าน Internet จะไม่ยอมติดต่อด้วย จึงทำให้ธุรกิจใหญ่ๆต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เป็นส่วนผลักดันให้ การซื้อขายผ่าน Internet โดยเฉพาะแบบ B2B แรงขึ้นกว่าเดิม

Gartner of Stamford ได้รายงานว่า ในปี 2548 (2005) B2B มีการซื้อขายคิดเป็นเงิน 8.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ!!! จากแต่ก่อนปี 2003 มีมูลค่า $3.6 ล้านล้าน และ 2004 มีมูลค่า $6.0 ล้านล้าน* (ลองไปคำนวณเป็นเงินไทยเองนะ)

ด้วยความที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนมากมายในธุรกิจประเภทนี้ ผสมกับความต้องการ และช่องว่างของ E-Market Place แบบ B2B ในประเทศไทย จึงทำให้หลายบริษัทเปิดตัว และปรับปรุงเว็บไซต์ B2B ของตนเป็นการใหญ่

ที่น่าสนใจในตอนนี้ก็มี Thailand.com ของ บริษัท ไทยพอทัล จำกัด, Worldtradeaa.com และที่เพิ่งเปิดใหม่สดร้อนๆ คือ BizToThai.com ของ บริษัท โปรซอร์ฟ จำกัด

รวมไปถึง บริษัท ที่เป็นเจ้าตลาด E-Commerce ของไทยอย่าง Tarad.com ก็จะลงสนามทะเลสีม่วง หรือ ไวโอเล็ตโอเชี่ยน (ผมตั้งเอง เพราะมันเป็นบลูที่กำลังจะแดงขึ้นทุกวัน) เปิดตัว B2B ของตนเองเช่นกัน ซึ่งใน entry หน้าผมจะมาแอบลักลอบ review ระบบของ Tarad B2B ไว้ให้ผู้ที่สนใจลองดูกันเล่นๆ ครับ

อ้างอิง
* B2B Growth Estimates: $8.5 Trillion by 2005 – Company Business and Marketing

หากต้องการซื้อหนังสือ Blue Ocean Strategy สามารถซื้อผ่าน Amazon ได้ครับ
Blue Ocean Strategy: How to Create Uncontested Market Space and Make Competition Irrelevant

Comments

comments

Share.

About Author

ทีมงาน MarketingByte.com ที่คอยเจาะลึก วิเคราะห์ หาข้อมูลต่างๆ มาเพื่อบริการข้อมูลด้านการตลาดออนไลน์เพื่อคนไทย ติดตามเราทาง Social Media : www.facebook.com/marketingbyte หรือ www.twitter.com/mktbyte

Leave a Reply

%d bloggers like this: