Artificial Demand ความต้องการที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์

0

ปัจจัยหลักที่ทำให้การตลาดทำงานและเติบโตได้ นั่นก็คือ คนเรามีความต้องการ ในยุคหิน สิ่งจำเป็นกับสิ่งที่ต้องการ เป็นสิ่งเดียวๆกัน คนเราต้องการการตอบสนองให้มีอากาศ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยที่พอเพียง หลังจากที่คนเราสามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานเรียบร้อยแล้ว เมื่อมนุษยชาติมี Industrial Revolution หรือการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ถึงต้นศตวรรษที่ 19 มนุษย์โดยเฉลี่ยก็มีความพอเพียงที่จะหาสิ่งที่ตอบสนองความต้องการพื้นฐานดังกล่าวได้ไม่ยากนัก เมื่อขั้นบันไดแห่งความต้องการของมนุษย์ถูกแนะนำขึ้น โดยนักจิตวิทยานามว่า Abraham Maslow ในปี 1943 ในบทความเรื่อง A Theory of Human Motivation คนเราก็ได้ตระหนักว่า เรามีความต้องการที่เกินไปกว่าความต้องการจำเป็นปรกติเพื่อให้ชีวิตทางกายภาพอยู่รอดเท่านั้น เรายังต้องการความปลอดภัย ความรัก ความสมหวัง ความภูมิใจ ความเข้าใจโลก อีกด้วย นักการตลาดหลายๆคน คงนึกขอบใจ Maslow ที่ทำให้รู้ว่า เขายังสามารถเล่นกับความต้องการของมนุษย์ได้อีกมากมาย

 

 

 

 

 

ในยุคทุนนิยม ใครดีใครได้ ใครได้ใครโกย ในโลกนี้มีสินค้าบริการมากมายที่จะนำมาสนองความต้องการแทบทุกด้านที่มนุษย์ทั่วไปต้องการ เมื่อสินค้าบริการมากขึ้น ช่องว่างในการวางสินค้าบริการตัวใหม่ก็น้อยลง บางสินค้าบริการลองสู้กับการแหวกช่องว่างเพื่อแทรกตัวเข้าไปเบียดตลาดเดิม บางสินค้าบริการลองค้นหาความต้องการที่อาจจะมีแต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองขึ้น เพื่อที่เขาจะได้เป็นผู้นำตลาดใหม่ จองที่ได้ก่อน สำหรับบางสินค้าบริการ ก็ลองสร้างความต้องการใหม่ขึ้นมา และนับวันความต้องการใหม่ๆนี้ก็มากขึ้น จนคนเราแทบจะแยกแยะไม่ออกว่า เขาต้องการสินค้าบริการนั้นจริงๆหรือเปล่า(ฟะ)?

 

 

 

 

 

Listerine ผลิตขึ้นในต้นศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อ ต่อมา มันก็ได้ถูกขายอยู่ในรูปแบบน้ำยาทำความสะอาดพื้นและรักษาโรค Gonorrhea ซึ่งเป็นโรคเกี่ยวกับเชื้อแบคทีเรียในช่องปัสสาวะหรือช่องคลอด ถึงอย่างนั้น ยอดขายก็ไม่ได้เทน้ำเทท่าจนกระทั่งในทศวรรษในปี 1920 เมื่อมันถูกขยายวัตถุประสงค์ไปเพื่อ chronic halitosis หรือแปลเป็นภาษาชาวบ้านว่าอาการลมหายใจเหม็น เมื่อ Listerine ถูกวางให้เป็นน้ำยารักษาอาการลมหายใจ (หรือปาก) เหม็นแล้ว โฆษณาตัวใหม่ที่ต้องมาส่งเสริมการขาย ประกอบด้วยหญิงสาวและชายหนุ่มคู่หนึ่งที่ต้องการแต่งงานกัน แต่แล้วก็ต้องหมดอารมณ์เพราะกลิ่นปลาเน่าตายทั้งตัวในปากของฝ่ายชาย หญิงสาวจึงรำพึงขึ้นว่า นี่ดิฉันจะมีความสุขอยู่กับเขาแม้ว่าปากของเขาจะมีไหปลาร้าอยู่เช่นนี้ได้หรือไม่หนอ ก่อนหน้าโฆษณานี้ ลมหายใจเหม็นเฉ่านั้น ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่หลวงในสังคมนัก แต่โฆษณาของ Listerine เปลี่ยนให้อะไรที่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่กลายร่างเป็นปัญหาใหญ่เบิ้มขึ้นมา อย่างที่ James B. Twitchell นักโฆษณาผู้หนึ่งกล่าวไว้ว่า Listerine ไม่ได้ทำน้ำยาล้างปาก แต่หากทำให้เกิดปัญหาปากเหม็นขึ้นมาต่างหาก และภายในระยะเวลา ๗ ปี รายได้ของ Listerine เพิ่มขึ้นจาก 115,000 ดอลลาร์เป็นกว่า 8 ล้านดอลลาร์

 

 

 

 

 

ในเมืองไทย เราก็จะเห็นความต้องการนี้ได้ชัดในสินค้าที่เป็นประเภทความงาม เช่น โลชั่น Johnson & Johnson ที่ขยายตลาดมาที่แม่เด็ก และหญิงสาวทั่วไป ที่มีความต้องการอยากมีผิวพรรณเหมือนก้นเด็ก ผลิตภัณฑ์วงแขนขาวเนียน ที่เราไม่เคยรู้สึกเลยว่าใครจะมาสังเกตว่ามันขาวเนียน หรือปุปะเป็นก้นไก่ เท่ากับความเป็นความตายของความสาวกันเลยทีเดียว (เพราะชายหนุ

Comments

comments

Share.

About Author

ทีมงาน MarketingByte.com ที่คอยเจาะลึก วิเคราะห์ หาข้อมูลต่างๆ มาเพื่อบริการข้อมูลด้านการตลาดออนไลน์เพื่อคนไทย ติดตามเราทาง Social Media : www.facebook.com/marketingbyte หรือ www.twitter.com/mktbyte

Leave a Reply

%d bloggers like this: