About MarketingByte

MarketingByte.com ศูนย์กลางความรู้ E-Marketing, E-Business และ E-commerce องค์ความรู้เกี่ยวการทำธุรกิจยุค Digital

ขอเชิญ สมัครสมาชิก เพื่อร่วมนำเสนอประสบการณ์ของคุณได้เลยครับ

ล็อกอิน

Search





Poll

Web Stat



View MarketingByte Stats

Syndicate

Syndicate content

Feed Burner

ความคิดเห็นล่าสุด

  • บุคคลทั่วไป (ยังไม่ยืนยันความถูกต้อง)
    25/11/2008 - 16:59
  • บุคคลทั่วไป (ยังไม่ยืนยันความถูกต้อง)
    23/11/2008 - 10:08
  • บุคคลทั่วไป (ยังไม่ยืนยันความถูกต้อง)
    20/11/2008 - 18:26
  • การตลาดออนไลน์ (ยังไม่ยืนยันความถูกต้อง)
    17/11/2008 - 07:42
  • ไอ้จุก (ยังไม่ยืนยันความถูกต้อง)
    07/11/2008 - 08:42
  • ลอยกระทง (ยังไม่ยืนยันความถูกต้อง)
    05/11/2008 - 15:37
  • ลอยกระทง (ยังไม่ยืนยันความถูกต้อง)
    05/11/2008 - 15:02
  • ลอยกระทง (ยังไม่ยืนยันความถูกต้อง)
    05/11/2008 - 15:01
  • ลอยกระทง (ยังไม่ยืนยันความถูกต้อง)
    05/11/2008 - 14:34
  • BooM (ยังไม่ยืนยันความถูกต้อง)
    05/11/2008 - 02:08

ทำไมผมต้องกล่าวถึง ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงษ์ศักดิ์ เป็นกรณีศึกษา

รูปภาพของ few

วันนี้ได้มีโอกาสไปเป็นวิทยากรแทนพี่ป้อมภาวุธ พูดเรื่อง "กรณีตัวอย่างการใช้สื่ออินเตอร์เน็ตเพื่อการประชาสัมพันธ์" และในหมายกำหนดการณ์ระบุไว้ว่า เป็นข้าราชการระดับผู้บริหารฟัง.. โอ้ว.. แม้เจ้า ภาพของชายหญิงที่ผมพอสามารถเรียกพ่อและแม่ได้อย่างสนิทปาก โผล่ขึ้นมาในหัวทันที

ไม่ได้การแล้ว เรื่อง Slide ผมต้องแก้ใหม่จากของเดิม! สรุป เมื่อวานผมใช้เวลาทั้งคืน ในการหากรณีตัวอย่างและวิธีการอธิบาย เพื่อให้พ่อและแม่ของผมฟังได้อย่างเข้าใจ (เมื่อวานตอนบ่าย ผมเข้าใจว่า ผมพูดแค่ 1 ชม แต่มารู้ตอนค่ำอีกเช่นกันว่า ผมต้องพูดถึง 3 ชม.! ก็เลยต้องทำ Slide เพิ่มกันยกใหญ่)

เมื่อโจทย์ผมเป็นระดับผู้บริหาร ดังนั้น ถ้าผมจะยกตัวอย่าง ย่อมเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่เข้าใจได้ง่ายและเข้าถึง แต่ก็ต้อง Intrend เช่นกัน ดังนั้น กรณีศึกษาที่ผมได้ยกตัวอย่างจากทั้งหมดมีประมาณ 30% ที่ผมกล่าวถึง "ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงษ์ศักดิ์" หรือ Dr.Dan / Dr.Dan Can Do / Dr.Dancando

คุณวิโรจน์ อัศวรังสี (นิตยสาร PC World / PC Today) ได้ถามผมผ่านอีเมลไว้ตอน 3 ทุ่ม ว่า "ทำไมผมต้องกล่าวถึง ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงษ์ศักดิ์ เป็นกรณีศึกษา" ซึ่งตรงนี้ผมต้องขออภัยพี่วิโรจน์ ที่ไม่ได้ตอบอีเมลกลับนะครับ ด้วยเหตุผลในย่อหน้าที่สองนั่นเอง :D

ดังนั้นเลยขอถือโอกาส เขียน ตอบ และ พูดถึง Dr.Dan Can Do ทีเดียวเลยก็แล้วกันนะครับ

จริงๆ แล้ว ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงษ์ศักดิ์ หรือ อาจารย์เกรียงศักดิ์ เจริญวงษ์ศักดิ์ ผมรู้จักท่านมานานหลายปีแล้วหละครับ :D แต่รู้จักผ่านหนังสือชุด "ผู้ชนะสิบคิด" เล่ม การคิดเชิงวิเคราะห์ กับ การคิดเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งพูดตรงๆ ผมอ่านไม่จบสักเล่ม! (แล้วจะพูดทำไมเนี่ย :P)

และหลังจากนั้น ผมก็พอจะได้ยินท่านตามสื่อต่างๆ ประปราย จนได้ยินอีกครั้งเมื่อท่านลงสมัครเป็นผู้ว่า กทม. มันเลยทำให้ผมอิจฉาคนกรุงเทพฯ เล็กๆ ว่า ถ้าได้ ดร.แดน มาบริหาร จะทำให้กรุงเทพฯ เป็นเรื่องแห่งความรู้ และ คนรุ่นใหม่ ขนาดไหน

อ๊ะๆ!! แน่นอน ขนาดผมเองยังคิดแบบนั้น ผมคิดว่า ตัว ดร.แดน เองก็คงรู้จักตัวเองเช่นกัน ว่า เขาถูกมองแบบนี้ จึงไม่แปลกที่นโยบายของเขาจะเน้นไปในเรื่องของ

  • วัยรุ่น เช่น "อยากทำ ดี พร้อมสนับสนุน" , "อยาก แสดงออก ต้องได้แสดงออก" หรือ T Zone for Teen
  • แนวคิดแบบปัญญาวิวัฒน์ เช่น "เด็ก กทม.ต้องเก่งภาษา", "Smart Family เลี้ยงลูกด้วยปัญญา"
  • แนวคิดแบบสังคมวิวัฒน์ เช่น "มหานคร Wimax", "เนอร์สเซอรี่สองวัย"
  • อื่นๆ

ดังนั้น เมื่อเขาตั้งใจจะเป็น ผมก็เลยตั้งใจที่จะมอง ว่าเขาน่าจะเป็นบุคคลยุค 2.0 อย่งไม่ต้องสงสัย เพียงแต่จะมีหลักฐานใดหนอ ที่เขาแสดงออกว่าเขาเป็นคนในโลกยุค 2.0

ดังนั้น Entry นี้ ผมเลยจะแฉวิธีการของ ดร.แดน ให้รู้กันนะครับ

เว็บไซต์ drdancando.com


หน้าแรก ซึ่งเป็น Introduction นะนำตัว เหมือน Landing Page ขนาดย่อมๆ


มีการอัพเดทข้อมูลข่าวสาร ต่างๆ เกาะติด เสมือนเว็บข่าว

มีการใช้บริการ Feed ข้อมูลจาก Hi5 ดร.แดน ผ่าน API (เดานะครับ หรืออาจจะใช้คนมานั่งโพสแปะก็ได้)
และมีการให้บริการ RSS Feed เพื่อกระจ่ายข่าวของเว็บไซต์ ดร.แดน

มีการใช้สื่อ VDO เป็นตัวให้ข้อมูล ซึ่งแกไม่ได้อัพโหลดไฟล์ไว้ที่เว็บแกเอง
แต่แกเลือกที่จะนำไฟล์ไป แชร์ไว้ตาม Youtube, Showded ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าแกเป็นทีมงานของแกเองหมดหรือไม่

มีบริการเว็บบอร์ด แต่แกชูประเด็นว่ามันเป็นการร่วมแสดงความคิด เสนอนโยบาย ร่วมสร้างกรุงเทพฯ ด้วยกัน

แกลลอรี่ภาพการเยี่ยมเยียนประชาชน เลือกใช้การสื่อสารแบบแผนที่ ง่ายต่อการใช้งาน
คลิกเขต ไหน แสดงรูปของเขตนั้น

ในส่วนดาวน์โหลด ไม่ใช่เอกสาร Word หรือ Excel แต่เป็น สิ่งที่สามารถส่งต่อ กระจายให้ผู้อื่นได้
มีเรื่องมือพร้อมให้คนอื่นทำ Viral Marketing ให้ทันที!

Social Network on drdan-kriengsak.hi5.com and drkriengsak.hi5.com

ใครๆ ที่เล่น Inetnet? ต่างก็รู้ว่า Hi5 คือเว็บไซต์ที่มีคนไทยเล่นเยอะมาก โดยเฉพาะวัยรุ่น
ดังนั้น Target Group หรือ กลุ่มเป้าหมายของ ดร.แดน จึงอยู่ในนี้
ยินดีต้อนรับสู่ Social Network ครับ

สิ่งที่เป็นจุดหลักของ Hi5 คือการ Add Friend หรือการติดต่อเพื่อน
เมื่อใครคนหนึ่งติดต่อ ดร.แดน เพื่อนของคนๆ นั้นจะเห็นทันทีว่า เพื่อนฉันตอนนี้หัวสูง คบ ดร. เป็นเพื่อน
ถ้าเพื่อน เห็นดีเห็นงาม ก็จะตามมา Add Friend เพิ่มเติม

ผมที่ตามมา คือ ดร.แดน ไม่ต้องไปจ้างทำ Poll ของทีไ่หน เลย
แต่ก็สามารถรู้ได้ว่า กลุ่มเป้าหมาย (วัยรุ่น) ต้องการอะไร และคิดอย่างไรกับตัวเขาเอง

Dr.Dan on Blog! at oknation.net and nationmultimedia

ใน nationmultimedia แกเขียนในภาคภาษาอังกฤษครับ
ทำให้สบายใจได้ว่าถ้าได้เป็นผู้ว่า ไม่ต้องใช้ล่ามแปลเหมือนนายกไทยสมัยก่อนๆ
ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2007

ส่วนใน oknation แกเขียนภาคภาษาไทย
ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อเดือนมกราคม 2007

Dr.Dan Video Marketing on youtube

จริงๆ แล้วคงมีท่านอื่นอัพโหลดให้ด้วย แต่ส่วนใหญ่น่าจะเป็นทีมงานของแกเอง ที่ใช้ชื่อว่า drdancando
ซึ่งเป็นเลือกอัพโหลดวีดิโอไว้ที่ youtube เพื่อให้เกิดการเผนแพร่ มากกว่าที่จะอัพโหลดไว้ที่เว็บตนเอง

เห็นแค่นี้ก็พอจะทราบเหตุผลแล้วใช่ไหมครับ ว่าทำไม ผมถึงต้องยกตัวอย่าง ดร.แดน ในการพูดเรื่อง "กรณีตัวอย่างการใช้สื่ออินเตอร์เน็ตเพื่อการประชาสัมพันธ์"

จริงๆ แล้วมีเรื่องของการใช้ keyword ที่แกเลือกใช้คำว่า drdancando ซึ่งจะเป็นประโยคเดียวกับ สโลแกนหาเสียง ดังนั้น เวลาเราได้ยินหรือได้พูดถึง ดร.แดน มักจะติดปากกันว่า ดร.แดนแคนดู มันเลยส่งผลให้โอกาสการค้นหาคำของเราบน Internet ใช้คำว่า drdancando แล้วเจอเว็บไซต์แกด้วยเช่นกัน นับว่าเป็น SEO ในระดับหนึ่ง

หลังจากที่ผมคร่ำเคร่งทำ Slide เพิ่มจาก 40 หน้า เป็น 100 หน้า อย่างง่วงเหงาหาวนอน วันรุ่งขึ้นผมจึงเดนิทางไปบรรยาย และพบว่า ข้าราชการระดับผู้บริหาร ที่มานั่งฟังผม หนุ่มๆ สาวๆ กว่าที่ผมคิดเสียอีก แถมหลายคนเล่น Hi5 เสียด้วยซ้ำ กลายเป็นว่า Slide ที่ผมอดตาหลับทำทั้งคืนช่างดูเด็กน้อยไปเลยทีเดียว ฮาา..

UPDATE!? 23/09/2551

เพิ่งรู้ว่า DrDan ซื้อ Google Adword ด้วยครับ แต่ไม่ทราบว่าคำ (Keyword) อะไรบ้าง แต่ที่แน่ๆ คำว่า "ผู้ว่า","ผู้ว่ากรุงเทพ" มีแน่นอน

 

ขอขอบคุณ ทุกท่านของ สำนักงาน กพ. ที่เข้าฟังจนจบ (จนถึงตอนนี้ ผมก็ยังจำชื่อเต็มไม่ได้สักที เพราะไปไหนก็ใช้แต่ชื่อย่อไม่ว่าจะ ป้ายบอกทาง เว็บสำนักงาร และผมก็ยังเข้าใจว่า มีไว้สอบเลือกข้าราชการ กับ ให้ทุนเด็กเรียนต่อต่างประเทศ)
ขอขอบคุณ คุณภาวุธ ที่ให้โอกาส ผมได้ไปรับประสบการณ์การเป็นวิทยากรในสถานที่ใหม่ๆ
ขอขอบคุณ คุณวิโรจน์ ที่ให้ข้อมูลต่างๆ
ขอขอบคุณ ทีม Agency ของ Global (จำชื่อเต็มไม่ได้) ที่ได้ดูแลเป้นอย่างดีครับ (โดยเฉพาะ คุณวิสาล ที่ทำให้ผมเจอห้องสัมนาฯ)

ที่มา Lab.TOSDN.com : ทำไมผมต้องกล่าวถึง ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงษ์ศักดิ์ เป็นกรณีศึกษา


ความคิดเห็น

แคมเปญ และวิธีการน่าสนใจมาก Few ช่างสรรหาเคสที่เข้ากับบรรยกาศในช่วงนี้ได้ดีจริงๆ

อืม
แกเล่นทุกสื่อเลย ทุกช่องทางที่สามารถเข้ากลุ่มเป้าหมาย และเลือกให้นโยบายnicheกับกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม

1. hi5 เป็นช่องทางเข้ากลุ่มวัยรุ่นในสังคมเมืองที่ดีในระดับหนึ่ง(แต่ไม่ใช่ว่าจะเข้ากลุ่มเป้าหมายทั้งหมดเชื่อว่ายังมีกมากที่ไม่สนใจhiเช่น เด็กเนอร์)

2. youtube อาจจะน่าสนใจ แต่บ้างoffice ก็blog youtubeอะ

3. เว็บไซต์คอนเท้นของแกก็มีtraffic น้อยกว่าที่ตั้งเป้าไว้ ทำไมนะเหรอครับเพราะวันนี้แกกลับมาหาเสียงในแบบเดิมถือป้ายหาเสียงหน้าสวนลุม2ทุ่มช่วงรถติดก็ติดกระจาย

4. ช่องทางที่ใช้ ดูดีแต่ยังไม่เหมาะครับ แต่ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีที่เห็นผู้ที่จะมาเป็นผุ้นำกทม. ที่ดี

สรุปแบบคนโง่อย่างผมฟันดะ บอกได้คำเดียวครับ ว่าเด่นที่รูปแบบ แต่แพ้ที่ Marketingครับ

สวัสดีครับ เป้าหมายในการเขียนของผมก็เพื่อ ให้คู่รักที่ต้องแยกกันเพราะความเห็นไม่ลงรอยกันได้เข้าใจกัน ให้เพื่อน/พี่น้องที่เห็นไม่ลงรอยกันได้คืนดีกัน และให้คริสตจักรกลับมาคืนดีกัน แต่ว่าโบสถ์เราจะคืนดีกันได้เร็วแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับสปีดการเข้าใจความจริงของทุกๆคนครับ ช่วยๆกันด้วยนะครับ

Dr. who you know เป็นอัจฉริยะบุคคล ดังนั้นเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่ซับซ้อน ซึ่งผมจะพยายามตีแผ่ความซับซ้อนให้เป็นระเบียบ เพื่อว่าทุกคนจะได้เข้าใจได้ง่ายที่สุด ดังนั้นผมจะละเลยรายละเอียดหลายอย่างไป แต่กระนั้นเรื่องราวก็จะยังซับซ้อนเหมือนหนังเรื่อง Matrix อยู่ดี ดังนั้นจึงแนะนำว่า ขอให้ค่อยๆอ่านนะครับ จะได้เข้าใจทะลุปรุโปร่งขึ้น

** ถ้ามีคำถาม/ข้อเสนอแนะ อะไร ก็พิมพ์มาในกระทู้ได้เลยครับ **
** ถ้ามีอะไรที่เป็นข้อมูลผมขาดตกบกพร่องไป ก็ให้ pm มาได้นะครับ **
** อย่าถามว่าผมอยู่ฝ่ายไหน เพราะเราแต่ละคนล้วนเป็นเบี้ยตัวนึง **

สถานการณ์ในตอนนี้

สถานการณ์ตอนนี้ ภาพที่ปรากฏต่อคนทั่วไปก็คือ อ.ทับทิม กล่าวหา อ.ปากกาและพวก ว่าร่วมกันฉ้อโกงมูลนิธิฯ และสองฝ่ายนี้ก็ต่อสู้ตามวิถีทางของตน

สำหรับคนที่อยู่โบสถ์มานาน ก็จะเห็นภาพว่า จริงๆแล้ว อ.ทับทิม ไม่ได้มีจุดประสงค์จะทำร้าย อ.ปากกาและพวก แต่ต้องการให้ คจ. หลุดจากการครอบงำของ Dr. who you know มากกว่า

เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ จะลึกลงกว่าที่คนทั่วๆไปจะเข้าใจ มีเพียงคนส่วนน้อย จะเข้าใจแบบนี้ ดังนั้นก็ค่อยๆอ่านต่อไปนะครับ เรื่องนี้มันเหนือคาดมากๆเลยครับ

คน 4 จำพวกที่่ต่างฝ่ายต่างเข้าใจกันและกันผิด

ตอนนี้เรามีคนอยู่ 4 จำพวก

1. ฝ่าย อ.ปากกาและพวก
2. ฝ่าย พันธมิตรคริสเตียน คือ อ.ทับทิมและแนวร่วมอาสาอื่นๆ
3. ฝ่าย ไม่ฝักไฝ่ฝ่ายใด ผู้ยังงุงงงกับเหตุการณ์
4. Dr. who you know ผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง

ขณะนี้ มีคำอธิบายมากมาย เกี่ยวกับมูลเหตุแรงจูงใจของคน 4 จำพวก (หลายคำอธิบายดูเหมือนกับว่าเป็นการสาดโคลนมากกว่า) ดังนั้นผมขออธิบายโดยเริ่มจาก บุคคลที่ท่านเข้าใจยากที่สุดก่อน แล้วท่านจะเข้าใจคนอื่นๆ เองครับ

ชีวิตวัยเด็กของ Dr. who you know

Dr. who you know เกิดในครอบครัวคนจีน ผู้มีฐานะอันยากลำบากในวัยเด็ก คุณพ่อของ Dr. เป็นพ่อค้าที่สร้างกิจการด้วยความยากลำบากข้นแค้น ขณะเมื่อ Dr. ยังเล็ก แต่เพราะท่านเป็นพ่อค้าผู้มีความสามารถ จึงแก้ไขสถานการณ์ของธุรกิจได้ดีขึ้นตามลำดับ และเป็นพ่อค้าผู้มั่งคั่งในเวลาต่อมา

ขณะที่ Dr. ยังเด็กนั้น คุณพ่อผู้เข้มงวดก็เลี้ยงลูกโดยการหลอกลูกด้วยรางวัล เพื่อให้ขยันเรียน เหมือนๆกับคุณพ่อทั่วๆไป แต่คุณพ่อของ Dr. เป็นคนที่ไม่รักษาสัญญาที่ให้กับลูก สร้างความเสียใจในวัยเด็กกับ Dr. มาก

ถึงแม้ว่าคุณพ่อของ Dr. จะเป็นผู้มีความสามารถสูงส่ง แต่ว่าการที่คุณพ่อเข้มงวดและกระทำต่อ Dr. อย่างไม่ยุติธรรม ทำให้ Dr. ต้องการจะเอาชนะคุณพ่อ ซึ่ง Dr. ก็สามารถเอาชนะคุณพ่อของตนเองในด้านการเรียนได้อย่างงดงาม

Dr. พัฒนาความรู้สึกที่ไม่ชอบความอยุติธรรม และความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะช่วยให้ผู้ด้อยโอกาสในสังคมให้ได้รับสิ่งดีๆ ในขณะที่ Dr. อยู่ในวัยเด็กนี้เอง

ดังที่พวกเราได้ยินอยู่บ่อยๆ เรื่องที่ Dr. ไปเรียนอักษรเบรลล์ จัดค่ายพัฒนาหมู่บ้าน หรือให้คนขอทานจนตนเองต้องอดข้าวอยู่บ่อยๆ

ความรู้สึกอย่างแรงกล้าของ Dr. เป็นสิ่งที่งดงาม และเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้ Dr. ต้องการจะยกระดับของสังคมไทยนี้ ด้วยการทำงานการเมืองตั้งแต่สมัย Dr. เป็นเด็ก/วัยรุ่น

เริ่มต้นชีวิตที่รู้จักกับพระเจ้าและรับใช้พระองค์

อาจจะเป็นน้ำพระทัยพระเจ้าก็ได้ที่ทำให้ Dr. who you know ได้เรียนที่ สหรัฐ และได้ทุนไปเรียนวิศวะที่ออสเตรเลีย ซึ่ง Dr. ก็เปลี่ยนวิชาเรียนเป็นเศรษฐศาสตร์แทน เพราะว่าจะมีผลกระทบต่อผู้ด้อยโอกาสในเมืองไทยได้มากกว่า จึงทำให้ได้รู้จักพระเจ้าผ่านทางเพื่อนของท่าน Dr. ได้รับเชื่อ ได้รับใช้อย่างเกิดผล และได้พบกับคู่ีรัก ได้รัก และได้แต่งงาน ใน คจ. ของ ศบ. Holland ผู้เป็นพี่เลี้ยงในฝ่ายวิญญานของ Dr. who you know

การรับใช้ในกลุ่มอนุชนของ Dr. who you know ในออสเตรเลียนั้น เป็นไปอย่างเข้มงวด มีวินัย มีการสร้างสาวกอย่างอย่างเป็นระบบ เรียกได้ว่าเป็นการนำระบบเข้ามาในโบสถ์ของอาจารย์ Holland เลย ทำให้โบสถ์อันอบอุ่นของอาจารย์ Holland ขยับขยายเป็นอย่างมาก

เมื่อถึงเวลากลับมาเมืองไทย อาจารย์ Holland ได้หนุนใจให้ Dr. who you know เป็นดั่งอัครทูตที่นำข่าวประเสริฐให้กับคนไทย และ Dr. ก็ได้ตั้งคริสตจักรขึ้นในเวลาต่อมา เพราะความเชื่อว่า "คริสตจักร" เป็นคำตอบของคนไทย และทำให้คนไทยได้รับการช่วยเหลือจากชีวิตที่ไม่มีทางออก ดังนั้นจึงกลายเป็นชื่อของ คจ. ไปว่า คจ. คว. และเป็นโบสถ์ในสังกัดสหกิจคริสเตียน

ในเวลาต่อมาก็มีการถวายเงินเพื่อใช้หนี้ทุนเล่าเรียนหลวงเพื่อให้ Dr. who you know ไม่ต้องรับราชการ จะได้รับใช้พระเจ้าได้เต็มเวลา ซึ่งทุกคนในโบสถ์ต่างก็เต็มใจ

Dr. who you know ได้รับใช้ทุกคนอย่างสุดความสามารถ Elders อนก. ต่างๆ ก็เป็นผู้เชื่อในช่วงแรกของของการรับใช้อย่างเต็มที่ของ Dr. ผู้แสนปราดเปรื่อง ผู้วางระบบศาสนศาสตร์อย่างงดงามให้กับคริสตจักรวัยแบเบาะอย่างคริสตจักรเรา

คริสตจักรเติบโตขึ้นเรื่อยๆจน สถน. ใหญ่ไม่เพียงพอกับความสนใจของ ผสจ. ผชม. สมช. ต่างๆที่เบียดเสียดกันมารู้จักพระเจ้า

เริ่มมีปัญหาเกิดขึ้นกับตัวท่าน

คริสตจักรเราดูถูกคริสตจักรอื่นมาตลอดว่าคริสตจักรอื่นไม่ได้รับใช้พระเจ้าอย่างเต็มที่อย่างคริสตจักรเรา คำพูดอย่างนี้สร้างบาดแผลในใจกับคริสตจักรอื่นไม่มากก็น้อย

** ด้วยสาเหตุที่ผมไม่อาจทราบได้ คริสตจักรของเรา ต้องออกจากสังกัด สหกิจคริสเตียน ** (คิดว่าออกในช่วงนี้)

ระหว่างนี้ Dr. who you know ก็มีข่าวคาวกับเลขาสาว เลขาสาวต้องการให้ Dr. รับผิดชอบ แต่ Dr. ปฏิเสธว่า ไม่ได้มีสัมพันธ์ด้วย เพราะว่า เลขาสาวจำไฝฝ้าใต้ร่มผ้าของ Dr. ไม่ได้แม้แต่น้อย ดังนั้น คำกล่าวของเลขาสาวจึงเป็นคำกล่าวที่ไม่มีหลักฐาน คนในโบสถ์ก็เชื่อว่า Dr. บริสุทธิ์ แต่เลขาไม่ยอม จึงอัดเทปคำพยานด้วยน้ำตาแจกให้กับโบสถ์อื่นๆ เพื่อทำลายชื่อเสียงของ Dr. who you know

แล้วก็มีเหตุการณ์ที่เด็กๆอย่างเราคิดว่ามันเป็นกบฏ ก็เพราะผู้ใหญ่เขาบอกว่ามันคือกบฏ มีการลงวินัยผู้นำที่ออกไป ไม่ให้ใครสื่อสารกับเขา เด็กๆอย่างเราก็คิดว่ามันเป็นเหมือนกับที่ผู้ใหญ่บอกมา นั่นก็คือ ทางฝ่ายกบฏ มีรากขมขื่นกับผู้นำ ซึ่งผู้นำเตือนหลายทีแล้วก็ไม่กลับใจ ส่วนข้อมูลของข้อกล่าวหาของฝ่ายกบฏก็คือ Dr. who you know มีเรื่องการใช้เงินถวายไปในทางที่ไม่เหมาะ และเรื่องข่าวคาวๆ ซึ่งดูเหมือนว่าทั้งสองข้อกล่าวหาจะเป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอยจริงๆ

** คิดว่าราวๆในเวลานี้ ศบ. Holland ผู้เป็นพี่เลี้ยงของ Dr. who you know ได้บินมาไกล่เกลี่ย และเรื่องราวก็จบลงด้วยการพูดไม่รู้เรื่อง และทั้งสองก็ตัดความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และตกลงไม่เกี่ยวข้องกันต่อไป ** (ถ้าใครรู้ว่ามันเป็นงัยก็บอกได้นะครับ)

แล้วอยู่ดีๆ ก็เหมือนกับฟ้าฝ่าเปรี้ยงลงมาในโบสถ์ ประมาณ 6 เดือนหลังจากมีข่าวลัทธิมอร์ม่อน โบสถ์เราก็ถูก นสพ กล่าวหาว่าเป็นลัทธิอุบาทว์ ด้วยข้อสังเกตว่ามีการมอมเมาเยาวชน และเมื่อสืบค้นไป ก็พบว่าเป็นโบสถ์ที่ไม่ได้สังกัดองค์กรอะไรเลย อีกทั้ง สภาคริสตจักร และ สหกิจคริสเตียน ก็ไม่ได้ออกมารองรับโบสถ์เรา โบสถ์ของเราง่อนแ่ง่ต่อการถูกสั่งปิด เราคิดว่ามันเป็นการข่มเหง และทุกคนในโบสถ์จึงร่วมแรงร่วมใจกันปกป้องคริสตจักร เหตุการณ์วุ่นวายแต่ทุกคนยังสามัคคีกัน

ผมคาดการณ์ภายหลังจากได้ประติดประต่อเหตุการณ์แล้ว คาดว่า ที่โบสถ์อื่นไม่ยอมยื่นมือมาช่วยโบสถ์เราเมื่อเราถูกจัดการจากทางราชการ เป็นเพราะการที่โบสถ์เราดูถูกโบสถ์อื่นในเรื่องการรับใช้ และข่าวในทางที่ไม่ดีของ Dr. who you know นี่เอง

และนั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมถึงต้องมีมูลนิธิฯ ก็เพื่อกันโบสถ์ไม่ให้เป็นโบสถ์เถื่อนในสายตาของราชการ

และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเห็นความจำเป็นของการดำเนินงานทางการเมือง และเป็นจุดเริ่มต้นของคำสอน เจ็ดสถาบัน

หลังจากที่ย้าย สถน มายัง HP - Dr. who you know ก็ค่อยๆถอยฉากไปจากโบสถ์ โดยนักเทศน์กระดูกกระตุกอย่าง อ.ปากกา ก็ขึ้นมาเป็น ศบ.อำนวยการ (คาดว่า Dr. who you know ยังดำรงตำแหน่งเป็น ศบ.กิตติมศักดิ์ อยู่เหมือนเดิม) - นั่นคือที่ทุกคนเห็น

แต่ว่าในเวลาต่อมาเราก็มาทราบว่า Gala Dinner ที่เราตั้งมาด้วยจุดประสงค์อื่น กลับกลายเป็นวิธีการปกป้องคริสตจักรจากอำนาจคุกคามจากรัฐได้ดีที่สุด และบางทีแล้วเราอาจจะไม่จำเป็นต้องทำงานการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาต่อมา การทำงานของ ศบ. อ.ปากกา ในการเชื่อมสัมพันธ์กับ สภาคริสตจักรและสหกิจ ก็ยิ่งทำให้ คจ.อื่นเข้าใจเรา และกลับมารับเราเป็นพี่เป็นน้องเหมือนเดิม ทำให้ความจำเป็นในการทำงานการเมืองเพื่อปกป้องคริสตจักร น้อยลงไปใหญ่

ก่อนจะจบท้ายภาคการรับใช้พระเจ้า

ขอทิ้งท้ายด้วยข้อสังเกตว่า Dr. who you know เป็นบุคคลที่มีมาตรฐานในทุกๆอย่าง อย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นการกิน การนอน การอ่านพระคัมภีร์ การทำงาน แต่บางที Dr. ก็คิดผิดพลาดไปเหมือนกัน ซึ่ง Dr. จะ sensitive มากกับคำพูดที่ไม่หนุนใจของคนอื่น และจะรู้สึกแย่มาก หากมีคนเข้าใจผิด และกล่าวหาในทำนองใส่ร้าย จะเห็นว่า Dr. พยายามปกป้องตนเองด้วยการสร้างกำแพงชื่อเสียงขึ้นมาต่างๆนาๆ กำแพงนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์ในการยกย่องตนเองตั้งแต่เริ่ม จุดประสงค์หลักก็คือ ทำให้คนอื่นมอง Dr. ในแง่บวก เพื่อว่าคนอื่นจะพูดถึง Dr. ในแง่ที่ดี เป็นการป้องกันไม่ให้ตัว Dr. เอง ถูกทำร้ายด้วยคำพูดแย่ๆของคนไม่หวังดี

การรับใช้ของ Dr. มีความแปลกจากผู้รับใช้คนอื่น คือ Dr. demand ความเชื่อฟังจากสาวกวงในของตนเองอย่างสูง และเนื่องจากระดับสติปัญญาของ Dr. นั้นเหนือกว่าสาวกอย่างเทียบกันไม่ได้เลย ทำให้ Dr. มักทราบว่าอะไรดีที่สุดสำหรับตัวสาวกวงในเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความเข้าใจโลกอันลึกซึ้งของ Dr. who you know บวกเข้ากับความรักในตัวสาวกวงในของ Dr. จึงพัฒนากลายเป็นลักษณะการดูแลชีวิตแบบ Totalitarian ดูแลชีวิตทุกอย่างแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อให้สาวกไม่ดำเนินชีวิตผิดพลาด เมื่อสาวกดำเนินชีวิตไม่ผิดพลาด ก็จะทำให้ Dr. มีความสุขใจที่ได้ให้สิ่งดีกับคนอื่น

เนื่องจาก Dr. มักจะถูกอยู่เสมอแทบทุกครั้ง จึงได้พัฒนากลายเป็นหลักข้อเชื่อเรื่องการเชื่อฟัง ซึ่งมันก็ได้ผลดี เพราะว่าการเชื่อ Dr. มักจะถูกต้องทุกครั้ง การเชื่อฟัง Dr. มักจะให้ผลดีกับสาวกวงในผู้เชื่อฟังเสมอ

ส่วนผู้ที่ไม่ยินยอมนบนอบเชื่อฟัง Dr. มักจะได้รับผลเสียเสมอ เพราะว่า Dr. มักจะมองอนาคตออกเสมอ แต่ที่มักจะทำให้เจ็บช้ำน้ำใจก็คือ Dr. มักจะไม่ให้ความสนใจกับคนที่ไม่เชื่อฟัง Dr. เองเลย แต่จะใส่ใจเต็มที่กับคนที่เชื่อฟังตนเอง

จะเห็นได้ว่าการดูแลชีวิตแบบ Totalitarian และการ demand ให้เหล่าสาวกเชื่อฟัง เป็นสิ่งที่เป็นพระพรในช่วงแรก แต่ว่ามันกลายเป็นพิษในช่วงเวลาต่อมาอย่างไม่น่าเชื่อ

แม้ว่าตอนนี้คนจะไม่ค่อยเชื่อกันแล้ว ว่า Dr. who you know จริงใจในการรับใช้หรือไม่ ตั้งแต่การที่ Dr. รับใช้สิบกว่าปีจนถึงจุดนี้และการที่ Dr. ได้ถอยฉากไปจากโบสถ์อย่างมีเงื่อนงำ - ทำให้เราคิดว่ามันเป็นแผนสูงของ Dr. มาตลอด - แต่จริงๆที่ผ่านมาในหัวสมองของ Dr. ท่านทำทุกอย่างเพื่อเราทุกคนด้วยความรักจริง ... ให้มันได้ยังงี้สิ (จะค่อยๆอธิบายต่อไปนะครับ)

การก้าวเข้ามาดูแลคริสตจักรของ อ.ปากกา

การเปลี่ยนตัวผู้นำสูงสุดของคริสตจักรเรานั้นเป็นไปอย่างเงียบเชียบ ตลอด 27 ปี คริสตจักรมีผู้เลี้ยง 2 คน

Dr. who you know - 14 ปี
อ.ปากกา - 13 ปี

Dr. เป็นทั้งญาติสนิท/พี่ชายและผู้เลี้ยงของ อ.ปากกา ทั้งสองไว้วางใจกันและกัน เคารพในความสามารถของกันและกัน และร่วมกันสร้างเป้าหมายปลายทางที่งดงามด้วยกันอย่างขยันขันแข็ง

ดังที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า ทั้งสองจะดำเนินไปด้วยกันได้หรือ ถ้าไม่ได้ตกลงกันไว้ก่อน

ในช่วงเวลาที่สมาชิกรู้สึกว่า Dr. เงียบไปนั้น ยังมีการติดต่อสื่อสารอย่าง active ระหว่าง Dr. กับ อ.ปากกา อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเชือกที่ร้อยรัดความสัมพันธ์เส้นใหญ่ก็คือ ทั้งสองเข้าใจว่ากำลังเดินในถนนสายเดียวกันอยู่ นั่นก็คือสายแห่งการทำดีเพื่อคนทุกคนในประเทศไทย (ส่วน คสพ เครือญาติ ก็เป็นอีกเส้น รู้ครับรู้ แหะๆ)

การก้าวขึ้นมาปกครองของ อ.ปากกา ทำให้คริสตจักรเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง จากคริสตจักรกองทัพ กลายเป็นคริสตจักรที่ร่มเย็น

ในสมัยของ Dr. who you know ทุกคนต้องรับใช้เหมือนกับว่าตัวเองเป็นนักรบสปาร์ต้า ตื่นมาก็ต้องรับใช้ ประกาศติดตามผลทำคะแนน แถมวันอาทิตย์ยังจะต้องมาต่อคิวตู้โทรศัพท์สาธารณะเพื่อโทรตามคนมาโบสถ์อีก - เมื่อมีการรบ ก็ต้องมีการบาดเจ็บล้มตาย และถึงจะมีความพ่ายแพ้ แต่ก็มีชัยชนะ - การรับใช้ภายใต้ Dr. who you know เป็นการรับใช้ที่เกิดผล ดังจะเห็นว่าทุกวันนี้ หลายคนยังต้องการบรรยากาศของการรับใช้สมัยนั้น เพราะว่าเป็นการรับใช้ที่ได้รับชัยชนะ

ในสมัยของ อ.ปากกา คริสตจักรขยายตัวในปริมาณพอๆกัน แต่ว่าเมื่อเทียบอัตราการเติบโตแล้ว คริสตจักรภายใต้ อ.ปากกา มีอัตราการเติบโตช้ากว่า อาจจะเป็นเพราะในสมัย Dr. คริสตจักรมีสัดส่วนของเด็กสถาบันเยอะ ขณะที่ในสมัยของ อ.ปากกา มีสัดส่วนของคนในวัยทำงานเยอะกว่า

อ. ปากกา ได้ยุติระบบ พี่เลี้ยง/หนค.ดีเด่น ทำให้ สมช. รู้สึกผ่อนคลายในการมาโบสถ์ ทำให้เราเข้าใจว่า ระบบ พี่เลี้ยง/หนค.ดีเด่น เป็นเพียงระบบ ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องต้องทำ และมันคือมรดกตกทอดมาจากความขยันขันแข็งของ Dr. who you know เป็นกลไกให้เด็กๆทำงานรับใช้ เพื่อว่าจะได้มุ่งความสนใจไปหาคนอื่น ไม่ใช่มัวแต่มาสนใจแต่ความต้องการของตัวเอง - ระบบนี้ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่าดีหรือไม่?

นี่อาจจะเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า ทำไมโบสถ์ถึงไม่ฟื้นฟูเหมือนแต่ก่อน - ถ้าเราทำเหมือนแต่ก่อน เราก็จะพื้นฟูเหมือนแต่ก่อน - แต่นั้นหมายถึงจะมีคนหลุดไปจากโบสถ์มากมายเหมือนแต่ก่อนด้วย

โบสถ์ในสมัย อ.ปากกา พยายามปกครองอย่างเมตตา ทำให้อัตราการหลุดโบสถ์น้อยลง ด้วยต้นทุนของอัตราการเจริญเติบโตน้อยลงด้วย การที่คนหลุดจากโบสถ์ก็ยังมีอยู่ แต่ว่าคนที่หลุดจากโบสถ์ในสมัยของ อ.ปากกา ไม่ได้หลุดไปพร้อมกับความขมขื่น/ฟ้องผิดอย่างเมื่อสมัยของ Dr. who you know

ยุทธศาสตร์ของ อ.ปากกา นั้น เข้าใจได้ว่าเป็นผลลัพท์จากการปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิดกับ Dr. who you know นั่นก็คือ การสร้างสถานนมัสการรอบนอก เพื่อรองรับสมาชิกที่ต้องเดินทางมาไกล และมีพื้นที่กว้างขวางเพื่อรองรับสมาชิกใหม่

สิ่งนี้มีต้นทุนก็คือ การเทศนาในรอบนมัสการที่มีคุณภาพต่ำลง (เพราะว่านักเทศน์ที่มีของประทานไม่ได้มีเพียงพอ) รวมไปถึง คุณภาพการสอน พพช. ที่ลดต่ำลง (เพราะว่า พพช. ต้องสอนกันในเขตเท่านั้น ไม่ได้แชร์กันทั้งโบสถ์เหมือนเมื่อก่อน) แน่นอนครับ ทำให้คนที่มาโบสถ์ อยู่ไม่ถึง พพช. จนทำให้คนไม่เข้านมัสการรอบเฉลิมฉลองด้วย เป็นเหตุให้รอบเฉลิมฉลองที่เคยเป็นเหมือนจุดสุดยอดของวันอาทิตย์ หายไปจากตารางของโบสถ์

แต่กำไรของยุทธศาสตร์ การสร้างสถานนมัสการรอบนอก ก็มีจนพอให้อภัยได้ นั่นก็คือการกระจายตัวแบบนี้ ทำให้หลายคนที่เคยเป็นแค่ผู้ตาม ต้องพัฒนาตนเองมาเป็นผู้นำ เพราะต้องมารับผิดชอบในการสอนพระวจนะ มันทำให้เกิดผู้นำระดับกลางใหม่ๆขึ้นด้วย

ผู้นำระดับกลางใหม่ๆ ผู้ยังไม่เคยรับใช้เคยบ่าเคียงไหล่กับ Dr. จริงๆ นี้เอง เป็นเสาหลักของคริสตจักรในเวลาต่อมา

น่าแปลกใจที่ผู้นำใหม่ๆไม่ได้ทราบถึงสาเหตุที่เราต้องเชื่อฟังผู้นำ และคิดว่ามันคือกฏของพระเจ้า และไม่ได้รู้จัก Dr. who you know อย่างที่เขาควรจะรู้จัก เหล่าผู้นำระดับกลางคิดว่า Dr. who you know กำลังทำสิ่งที่ดีอยู่ เพราะว่าสาวกวงใน อนก. ก็กำลังทำสิ่งที่ดีอยู่

น่าสงสารเหลือเกินที่มีผู้เชื่อเพียงหยิบมือเดียวที่เป็นผู้หลงเหลือมาจากสมัย Dr. who you know มาเล่าให้ฟังถึงเรื่องเก่าๆ เป็นเพราะผู้เชื่อสมัยเก่าๆได้ถดถอยไปจากโบสถ์ ด้วยสาเหตุคล้ายๆกัน คือเหนื่อย/บาดเจ็บ/ขมขื่น/ฟ้องผิด

มันเกิดอะไรขึ้นกับโบสถ์เรานะ? ผู้เชื่อสมัยเก่าๆเขาเป็นคนที่ไม่รักพระเจ้าหรืออย่างไร? ทำไมคนสมัย โรงแรม/โรงหนัง หลายพันคนหายไปไหนหมด? จุดนี้เป็นข้อสังเกตที่ผมอยากให้ท่านผู้อ่านค่อยๆคิดตาม และเข้าใจว่าไม่มีใครอยากให้มันเกิดสิ่งนี้ขึ้น จะเชื่อไม่เชื่อก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญานของท่านเอง

เพื่อเป็นประโยชน์ของการวิเคราะห์ ผมอยากจะแบ่งคนเป็น 4 กลุ่มก่อนนะครับ

1. Dr. who you know
2. กลุ่มสาวกวงในของ Dr. เช่น อ.ปากกา Elders อนก.
3. กลุ่มผู้นำระดับกลาง RL จนถึง หน.เขต/แขวง
4. สมาชิกระดับล่าง

ในตอนนี้ผมอยากจะสรุปว่า Dr. who you know เป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยม เป็นแม่ทัพผู้บุกเบิกคริสตจักรซึ่งเป็นงานที่ยาก ท่านควรได้รับการยกย่องนะครับ สิ่งที่ท่านสร้างและเป็น master piece ของท่านก็คือ คริสตจักรของเรา ปรากฏว่ามันไปได้โดยที่ไม่ต้องมีท่านดูแล แถมยังแตก franchise ไปเยอะแยะ อยากให้ท่านผู้อ่านวางใจว่า Dr. ไม่อยากทำลาย master piece ของท่านหรอกครับ (แต่ถ้ามี masterpiece 2 ชิ้นและอีกอันนึงเป็น defect ก็ไม่แน่ครับ 555+)

I Ab Dee & Succeed

ว่ากันว่าถ้าใครอยากดูแอ๊บดีก็ให้ไปทำงานที่ไอแอ๊บดี ถึงแม้ท่านจะเป็นคนดีเท่าไหร่ ก็จะถูกมองว่าแอ๊บดีตลอด ส่วนใครยังไม่เคยเจอดี ก็ให้ลองไปทำงานที่ Succeed แล้วท่านจะเจอดีซักซี้ดแน่ๆ

Dr. who you know ออกไปจากดุมล้อ ด้วยเหตุผลที่เรารู้ๆกันก็คือ สร้างดุมล้อเสร็จแล้ว ก็ต้องสร้างซี่ล้อเพื่อให้ล้อนั้นกลายเป็นล้อจริงๆ - ปัจจุบันนี้ เราเข้าใจว่าเหตุผลนี้ fake แต่จริงๆแล้วก็ไม่มีใครรู้นอกจาก Dr. who you know

แล้วทำไมต้องเป็น Dr. ที่เป็นคนสร้างซี่ล้อ? ก็เพราะว่า Dr. คิดว่าคนอื่นทำไม่ได้สิครับ

ในเวลาที่ Dr. ออกไปสร้างซี่ล้อนั้น เหล่าคนในดุมล้อก็ล้วนศรัทธาท่าน เชื่อมั่นว่าท่านจะนำพาพวกเราไปสู่ what ever great result แน่ๆ ดังนั้นท่านจึงได้พวก The Best and the Brightest ของโบสถ์เราไปทำงานด้วย ความแปลกของที่สองแห่งนี้ก็คือ ห้ามให้มีการเอ่ยนามพระเจ้าในที่ทำงาน และนี่เองทำให้เราเข้าใจ Dr. who you know ได้ลึกซึ้งมากขึ้น

สิ่งแตกต่างเพียงสิ่งเดียวก็คือการไม่ยอมรับพระเจ้าอย่างเปิดเผย ทำให้การทำงานใน ไอแอ๊บดี กับ Succeed แย่ขนาดนั้นจริงๆหรือ?

เราสังเกตุได้ว่า Succeed เป็นบริษัทที่มีเป้าหมายคือ สร้างชื่อเสียงให้กับ Dr. who you know ว่าเป็นนักคิดที่ยิ่งใหญ่ ด้วยการแต่งหนังสือมากมาย โดยแรงงานของ ghost writer เป็นสิบชีวิต แต่ Dr. ก็ edit หนังสือแทบทุกเล่มด้วยตัวเอง และทุกครั้งจะมีการหนุนน้ำใจ ghost writer ว่า สิ่งที่ท่านทำไป ทำเพื่อถวายพระเกียรติพระเจ้า การเปลี่ยนแปลงสังคมจะต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงความคิด

ขอซอยย่อยให้เห็นภาพดังนี้คือ

Dr. แนะให้พนักงาน - ทุ่มเททำงานเพื่อพระเจ้า
ผลลัพท์ที่พระเจ้าได้ - ไม่ชัดเจนว่าพระเจ้าได้อะไรจากธุรกิจนี้
ผลลัพท์ที่ Dr. ได้ - ชื่อเสียงจากการแต่งหนังสือ

Dr. ให้สัญญาว่า - เมื่อมีชื่อเสียงแล้ว จะนำชื่อเสียงมาทุ่มเทให้พระเจ้า
ผลลัพท์ที่พระเจ้าได้ - ขณะนี้ Dr. ยังไม่ทำอะไรให้พระเจ้านะ
ผลลัพท์ที่ Dr. ได้ - สามารถใช้ชื่อเสียงพาตัวเองให้ไปสู่จุดสูง

เมื่อมีคนสงสัยว่าพระเจ้าจะได้อะไร? - เขาจะบอกว่ามันเป็นการเตรียมความคิดให้สังคมพร้อมจะต้อนรับพระเจ้า

** ช่างมีลับลมคมในอะไรอย่างนี้ มองว่าพระเจ้ากำลังจะได้ก็ได้ แต่ได้หรือปล่าวไม่รู้ แต่ถ้ามองอีกด้านนึง Dr. ได้เนื้อๆเลยนะ **

Succeed เป็นบริษัทที่มีการ Diversify ธุรกิจของตนเองไปในแขนงธุรกิจที่หลากหลาย ผิดวิสัยของนักธุรกิจผู้แสวงหากำไร แต่เป็นวิสัยของผู้ที่ต้องการสร้างชื่อเสียงว่าเป็นอัจฉริยะ

Dr. ไม่ได้ทุ่มเทให้กับธุรกิจของตนเอง แต่เรียกร้องให้เด็กๆทุ่มเทอย่างหามรุ่งหามค่ำ Dr. เป็นผู้ที่ลำบากใจที่จะทำงานซ้ำไปซ้ำมา ลำบากใจที่จะทำงานใกล้ชิดกับคนเป็นอันมาก เปิดเผยให้เราเห็นบุคลิกที่ เก็บตัว (introvert) ของท่าน และพัฒนากลายเป็นความเหินห่างที่ปกปิดไม่ให้คนอื่นเข้าใจตัวท่านเอง (lofty) เมื่อคนอื่นไม่เข้าใจตัวท่าน ก็มักจะคิดว่าท่านเป็นคนฉลาดมาก และกำลังทำงานอย่างขยันขันแข็งอยู่

สำหรับคนที่ทำซักซี๊ด และเคยเจอซักซี๊ดมาแล้ว น่าจะสงสัยสักนิดนึงนะครับว่าสิ่งที่ Dr. กำลังทำงานอย่างขยันขันแข็งนั้น และเรียกร้องให้ท่านเสียสละด้วย เป็นประโยชน์กับตัวท่านเองหรือปล่าว? ถ้ามันเรียกร้องให้ท่านเสียสละบ่อยๆเป็นร่ำไปแล้ว ให้ลองคิดอย่างตัวกระผมนะครับ

การเดินกับพระเจ้าเปรียบกับการสมรส ผู้ที่สมรสแล้วย่อมพบว่าชีวิตสมรสเป็นทั้งการรับและให้ คู่สมรสที่เรียกร้องให้ฝ่ายตรงข้ามเสียสละเพื่อความรักตลอดเวลานั้น - ควรจะสงสัยตัวเองว่าท่านรักอีกฝั่งจริงหรือ?

Dr. อาจจะรักพระเจ้าจริงก็ได้
Dr. อาจจะต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีจริงๆก็ได้
แต่ Dr. เรียกร้องให้สาวกตนเองเสียสละฝ่ายเดียวร่ำไป ไม่ได้สะท้อนความรักอย่างผู้เลี้ยงเลย

ความไม่ธรรมดาของ Dr. who you know นั้นก็คือ ท่านยังเชื่ออยู่ว่าท่านรักพระเจ้าจริงๆ ท่านคิดว่าท่านกำลังทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อพระเจ้าจริงๆ และท่านก็บอกให้คนอื่นทำเพื่อท่าน เพราะว่าท่านคิดว่าท่านกำลังทำเพื่อพระเจ้าอยู่จริงๆ ... ดังนั้นสิ่งที่พวกเราสงสัยท่านอยู่ว่าท่านเป็นคนที่ติดตามพระเจ้าอยู่จริงหรือ? ความจริงที่ไม่ธรรมดาจากหัวใจของ Dr. who you know ก็คือ "จริง"

แต่ ... เราจะรู้จักต้นไม้ได้ ก็ด้วยผลของมัน นะ

ขอตัดภาพกล้องสามมายัง ไอแอ๊บดี บ้าง

เหตุผลจากการทิ้งให้ Succeed ต้องอยู่ตามยถากรรมก็คือ Dr. who you know ออกมายอมรับว่า ตนเองไม่เก่งทางด้านการทำธุรกิจ ตนเองเก่งในการวิจัยมากกว่า

ศูนย์บัญชาการใหญ่ของ Dr. จึงย้ายมาเป็น ไอแอ๊บดี

ปรัชญาของ ไอแอ๊บดี นั้นแตกต่างจาก Succeed ชัดเจน คือ ไอแอ๊บดี ไม่เน้นกำไร แต่เน้นการสร้างผลงานให้สังคม ... ซึ่งเราทราบภายหลังว่า นอกจากมีปรัชญาว่าเป็นองค์กรที่ไม่มุ่งหวังกำไรแล้ว ยังจะเป็นองค์กรที่ไม่ได้มุ่งหวังว่าจะอยู่ได้บนลำแข้งตนเองด้วย

ไอแอ๊บดี เป็นเหมือนโรงงานความคิด ผลิตไอเดียเจ๋งๆออกมาเรื่อยๆ เพราะที่นี่เป็นที่ดึงดูดนักคิดจากโบสถ์ของเราไปทำงานด้วย เป็นกำลังหลักทำให้ Dr. who you know ได้รับความไว้วางใจจากบรรดานักการเมืองผู้ขาดไอเดียดีๆ ดังนั้นผลงานความคิดของ ไอแอ๊บดี จึงเป็นนโยบายในการบริหารประเทศซะมากกว่า

สิ่งที่อยากจะบอกผู้อ่านก็คือ ไอเดียของ ไอแอ๊บดี เป็นไอเดียที่เจ๋งจริงๆ หลายนโยบายไม่ธรรมดาเลย ควรแล้วแหละครับที่ Dr. จะภูมิใจ

น่าเสียดายที่ไอเดียเหล่านี้ไม่มีโอกาสที่จะผุดเกิด เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้เปิดทางให้ Dr. who you know นำไอเดียนี้มาบริหารประเทศ ทำให้ไอเดียต่างๆที่อุตส่าห์คิดขึ้นมาเป็นหมันไป

ถ้าพระเจ้าไม่ได้อยู่เหนือนครนั้น คนยามเฝ้าก็เหนื่อยเปล่า จริงไหมครับ?

Dr. who you know บนเส้นทางการเมือง

หลังจากที่ได้มอบหมายให้ Dr.เบอร์ 7 คุม Succeed และ อ นกกระจาบ คุม
ไอแอ๊บดี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว Dr.who you know
ก็ไม่รีรอที่จะเล่นการเมือง

ตอนแรกก็ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 4 เป็นอะไรที่ ทุกคนในดุมล้อช่วย Dr. มาก
จนแกได้เป็นสมาชิกอันทรงเกียรติในที่สุด ทุกคนแฮปปี้เบิกบานใจ
แต่ว่าปัญหาก็เริ่มต้นขึ้น Dr. เข้าไม่ได้กับทางพรรค เป็นเพราะอะไรหรือ?

เพราะว่าคนอื่นในพรรค รู้สึกว่า Dr. ต้องการจะเป็นหัวหน้างัยครับ
แน่นอนครับ ความเหนือกว่าทางด้านสติปัญญาและความขยันขันแข็ง ทำให้ Dr. ดูถูกคนอื่นในพรรคโดยไม่รู้ตัว และเริ่มต้องการจะเปลี่ยนแปลงพรรคเหมือนกับที่เขาเคยเปลี่ยนแปลงสาวกของเขา

Dr. มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งที่อย่างในพรรคฯ ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน แบบ totalitarian เหมือนกับที่เขากำหนดให้สาวกของเขาทำ Dr. ต้องการหาสาวกใหม่ในพรรคฯ โดยการเริ่มหาแนวร่วมหัวอ่อนด้วยการทำดี ท่านใจเย็นในการเปลี่ยนความคิดของลูกพรรคแต่ละคน แต่เพราะสมาชิกพรรคฯแต่ละคนฉลาดแกมโกงทั้งนั้น เมื่อ Dr. เริ่มออกอาการให้สมาชิกพรรคฯวางใจและเชื่อฟังท่าน สมาชิกพรรคฯก็เหวอ (ไม่ใช่คนในโบสถ์นะเว้ย) จน Dr. ต้องถูกปฏิเสธในที่สุด - นี่ใช่สงครามฝ่ายวิญญานหรือ?

คนในพรรคฯปฏิเสธไม่ยอมรับท่านแม้ว่าท่านจะเบ่งว่าตนเป็น professor อย่างไรก็ตาม ตัว Dr. จึงคิดว่าเป็นเพราะ Dr. จบเพียงออสเตรเลีย ดังนั้น Dr. จึงพยายามเคี่ยวเข็นตัวเองไปเรียนที่ Hawkward แล้วพิมพ์หนังสือเบื้องหลัง Hawkward ออกมาเพื่อให้สังคมยอมรับ เพื่อให้เหล่านักการเมืองยอมรับด้วย

Dr. กล่อมให้เหล่าหัวกระทิใน ไอแอ๊บดี ทำการบ้าน Hawkward ให้ท่านเหมือนกับที่เคยทำมา บอกว่าเหมือนกับว่าได้เรียน Hawkward โดยไม่ต้องเสียเงินเรียน เป็นการรับใช้พระเจ้า แถมหากท่านได้ตำแหน่งสำคัญในบ้านเมือง ก็จะได้ทำงานในตำแหน่งสำคัญไปด้วย

Dr. who you know อ้างเหตุผลเรื่องพระเจ้าให้ตนเองได้รับประโยชน์ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่คริสเตียนเหล่านั้นก็ยอมทำตามเพราะดูเหมือนว่า Dr. who you know กำลังทำเพื่อพระเจ้าจริงๆ

บางทีแล้วน้ำพระทัยสูงสุดของพระเจ้าอาจจะให้เราเป็นเกลือและแสงสว่าง โดยไม่จำเป็นต้องไปสู่จุดสูงสุดก็ได้ การที่ Dr. ต้องการเป็นนักการเมืองที่โดดเด่น ดูเหมือนจะเชื่อได้ว่าเป็นการตอบสนองความต้องการเนื้อหนังของตัว Dr. who you know เอง (เหมือนกับที่ข้าพเจ้าเขียนเล่าเรื่องนี้ ก็อยากจะให้ rating ดีๆ ตอบสนองเนื้อหนังข้าพเจ้าเป็นผลพลอยได้เช่นกัน)

ความล้มเหลวในด้านการเมืองหลายครั้งอาจจะทำให้เราฉุกคิดได้

Dr. who you know ได้ส่งคนที่ท่านไว้ใจสูงสุดคือ Dr. เบอร์ 7 ลงเลือกตั้ง
Dr. เบอร์ 7 ได้รับเลือก แต่ก็ไม่ได้ทำงานเพราะกฏอัยการศึก

Dr. who you know ไม่ลงปาร์ตี้ลิสต์เพราะว่าเหตุการณ์ไม่เอื้อ
ทำให้ท่านลงเลือกตั้งแบบเขต แต่ท่านก็ต้องคดีจนท่านลงเลือกตั้งไม่ได้

Dr. who you know ลงผู้ว่าฯ ทุกคนพยายามแทบตาย คะแนนยังน้อยกว่าคุณชูชกเลย

เราได้เห็นพัฒนาการที่ Dr. เริ่มใช้วิธีที่สกปรกมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังล้มเหลวทุกครั้ง นี่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้าหรือไม่?

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมเรื่อยๆ

เมื่อแพนกล้องกลับมายังคริสตจักร มันเป็นคนละเรื่องกับเวทีการเมือง เพราะที่นี่ Dr. who you know เป็นคนที่มีอำนาจอยู่เบื้องหลังตัวจริง

อนก. ก็เป็นสาวกวงในของท่าน เคารพนบนอบท่าน

แม้ว่าทุกคนจะเริ่มระแคะระคายนิมิตของท่านบ้าง แต่ก็ยังข้องใจว่า ทำไมจะเชื่อวางใจตัว Dr. ไม่ได้ ในเมื่อ Dr. มีชีวิตทุกลมหายใจเข้าออกเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า

แต่ไหนแต่ไรมา Dr. ระมัดระวังในการเลือกสาวกวงในของท่าน โดยเลือกคนที่มีความเชื่อฟังเป็นอันดับแรก และคนที่มีความสามารถรองลงมา แต่บัดนี้ แม้แต่คนที่เชื่อฟังสูง ยังอดไม่ได้ที่จะสงสัยท่าน

โทษของการไม่เชื่อฟังก็คือ การลงโทษอย่างรุนแรง นั่นคือการลงวินัยโดยทั้งคริสตจักร

Dr. who you know มีอำนาจอย่างที่คนในคริสตจักร จะสงสัยไม่ได้ จะตั้งคำถามไม่ได้ สิ่งที่ Dr. ได้ยินมาจากพระเจ้า ก็จะต้องเป็นน้ำพระทัยพระเจ้า และทุกคนจะต้องเชื่อฟัง

ในเมื่อสาวกวงในเชื่อฟัง บรรดาผู้นำระดับกลางจึงเชื่อฟังไปด้วย เพราะทุกอย่างที่ Dr. who you know ต้องการ เมื่อคิดไปดีๆแล้ว ล้วนแต่ทำเพื่อเป้าหมายที่ดีงามทั้งสิ้น

ขณะที่สมาชิกในโบสถ์ลงเดินหาเสียงในครั้งสุดท้ายนั้น มีสมาชิกส่วนนึงไม่เห็นด้วย แต่ว่าเขาเป็นชนกลุ่มน้อย แทรกอยู่ในแต่ละหน่วยแต่ละแคร์ เขาเหล่านั้นคิดว่ามันไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้า แต่ว่าเนื่องจากบรรดาผู้นำระดับกลางและระดับสูง เห็นด้วยกันไปหมด ดังนั้นผู้ที่ไม่เห็นด้วยจึงปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ จึงถูกกดดัน

นี่เป็นกลไกที่ทำให้สมาชิกที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องทำตามความต้องการของ Dr. who you know โดยที่ไม่ได้มีการบังคับอย่างไรทั้งสิ้น ทุกอย่างเป็นไปด้วยความสมัครใจ (และแรงกดดันจากคนรอบข้าง เพราะไม่มีใครอยากเป็นแกะดำ)

แต่สำหรับคนหัวแข็งรู้มากไม่ยอมทำตามนั้น ก็จะถูกโดดเดี่ยวและขมขื่น จะเห็นว่า Dr. who you know ใช้ความรู้สึกฟ้องผิดในใจของเรา และข้อพระคัมภีร์บางข้อที่ให้เราทำดี ให้เราทำงานให้ Dr. หามรุ่งหามค่ำ ประดุจทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า

นี่เป็นสาเหตุที่คนที่รักพระเจ้า แต่บางครั้งก็อ่อนแอบ้าง อยากจะพักการรับใช้ แต่ก็พักไม่ได้เพราะว่าทุกคนยังรับใช้อย่างขยันขันแข็ง จะต้องฟ้องผิดในใจ จำเป็นต้องออกจากคริสตจักรไปด้วยความขมขื่น

Dr. who you know เป็นคนอย่างไร?

ท่านไม่คิดว่าท่านเป็นพระเจ้า แต่ท่านคิดว่าพระเจ้าใช้ท่านมาเปลี่ยนโลกนี้ ท่านคิดว่าท่านจะกลายเป็นบุคคลสำคัญ และพระเจ้าจะอยู่ข้างท่าน

สำหรับสาวกของท่าน ท่านต้องการจะครอบงำในทุกๆด้านของชีวิต และท่านต้องการให้เราเชื่อฟังอย่างไม่มีข้อสงสัย

เป็นเรื่องน่าแปลกที่ทุกลมหายใจเข้าออกของท่าน อุทิศเพื่อคนอื่น

ท่านบอกกับสาวกของท่านว่า ต้องอุทิศเพื่อคนอื่น "เหมือนกับท่าน" จึงจะเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า แต่เพราะว่าท่านฉลาดกว่าใครๆ ดังนั้นทุกคนจึงจะต้องรับใช้ตามที่ท่านเชื่อว่าเป็นน้ำพระทัยพระเจ้า

ท่านคิดว่า ต้องเป็นท่าน "เท่านั้น" ที่พระเจ้าเปิดเผยน้ำพระทัยด้วย ดังนั้น ท่านจึงคิดว่าหากว่าใครไม่เชื่อฟังท่าน ก็ควรจะถูกพระเจ้าลงโทษด้วย และท่านก็ทำการลงโทษสาวกที่ไม่เชื่อฟังท่านด้วยวิธีที่รุนแรง เกิดบาดแผลในใจสาวกยาวนาน

เมื่อเรายังเด็กๆอยู่นั้น เราไม่เข้าใจท่าน แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราเห็นร่องรอยหลักฐานมากขึ้น ตอนนี้เราได้เข้าใจท่านแล้วว่า - ท่านไม่ได้มีหัวใจเป็นผู้เลี้ยงที่แท้จริง - ท่านเลี้ยงแกะมาเพื่อต้มกิน, สำหรับแกะที่ทำตัวไม่น่ารัก ท่านก็ปล่อยให้กลายเป็นอาหารของฝูงหมาป่า, ท่านประคบประหงมเฉพาะแกะที่ทำตัวน่ารักกับท่านเท่านั้น

ความพยายามในการปิดมูลนิธิ เป็นหลักฐานล่าสุดของความไม่มีหัวใจเป็นผู้เลี้ยงของ Dr. who you know

แสดงความคิดเห็น

เนื้อหาของข้อมูลนี้ถูกรักษาเป็นความลับและไม่แสดงต่อสาธารณะ
  • ขึ้นบรรทัดและจัดย่อหน้าให้อัตโนมัติ
  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • อนุญาตให้ใช้แท็ก HTML: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd> <img> <br> <p> <hr> <div>

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งค่ารูปแบบอินพุต

CAPTCHA
โปรดตอบคำถาม (ป้องกัน Spam)

Powered by Drupal - Artinet Theme edit by Donuzz