3 เทรนด์การตลาดผ่าน Social Media ที่คุณจะได้เห็นภายในปีนี้แน่นอน

0

จากกระแสการเปลียนแปลงของพฤติกรมของบรรดาชาวเน็ต และ แพลทฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่มีการปรับเปลี่ยนกันบ่อยแทบจะทุกวันทีเดียว แต่เราก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่าฟีเจอร์ไหนของโซเชียลมีเดียที่จะได้รับความนิยมกันแน่

แต่อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงที่เป็นกระแสหลักจากโซเชียลมีเดียหลายๆแพลทฟอร์มที่มีการเปลี่ยนแปลงไปใน 2-3 เดือนทีผ่านมา ทำให้เราแน่ใจว่าจะมีทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายคลึงกันหลักๆอยู่ 3 ข้อ

หากคุณถือบัญชีโซเชียลมีเดียของคุณอยูในตอนนี้ ขอให้แบ่งงบประมาณทางการตลาดมาลงที่ฟีเจอร์เหล่านี้สักหน่อย ลองไปชมกันเลยว่ามีเทรนด์อะไรกันบ้าง

  1. กระแส Live อันยอดฮิต

เป้าหมายหลักของโซเชียลมีเดีย ในแต่ละแพลทฟอร์มคือการสร้างความผูกพันธ์กับกลุ่มผู้ฟัง หากเราลองสังเกตดูในแต่ละแพลทฟอร์มไม่ว่าจะเป็น Facebook, YouTube, Twitter และ Instragram ก็ล้วนอยู่ในสงครามการแข่งขัน เพื่อสร้างความผูกพันธ์กับกลุ่มผู้ใช้ หากไม่สร้างความผูกพันธ์ดังกล่าวแล้ว แพลทฟอร์มนั้นๆอาจตกอยู่ในความเสี่ยงว่าจะไม่มีคนใช้แพลทฟอร์มนั้น

ในวันนี้อาวุธชิ้นสำคัญของวงการโซเชียลมีเดียที่ดึงดูดกลุ่มผู้ใช้ได้มากที่สุดก็คือ Live แม้ว่า Snapchat จะมีฟังก์ชันนี้มาตั้งแต่ปี 2013 และมีการสร้างฟังก์ชันนี้ในแอปพลิเคชันชั่วคราว แต่แพลท์ฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook ได้ปล่อยฟังก์ชันนี้ออกมาในปี 2016 ทำให้แบรนด์ และ กลุ่มผู้ฟังสามารถถ่ายทอดสดได้ด้วยตัวเอง หลังจากนั้นต่อมาอีก 4 เดือน แพลทฟอร์มในเครือเดียวกันอย่าง Instagram ที่มีกลุ่มผู้ใช้ราว 600 ล้านคนก็มีฟังก์ชั่น Liveเป็นของตัวเอง และในที่สุดเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2017 แพลท์ฟอร์มด้านวีดีโอรายใหญ่อย่าง Youtube ก็ได้ประกาศฟังก์ชั่น Live ของแพลทฟอร์มตัวเอง

จากวีดีโอไวรัล สู่แพลทฟอร์มการทำ live-streaming ของแต่ละแพลทฟอร์มที่เริ่มต้นจากปี 2016 ได้เติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2017

ถ้าการLive วีดีโอคือหัวใจสำคัญของแต่ละแพลทฟอร์ม การ Liveก็ควรเป็นหัวใจของนักการตลาดเช่นเดียวกัน

หากจะพูดถึงปรากฏการณ์ Live ในบ้านเราก็คงหนีไม่พ้นรายการหน้ากากนักร้อง หรือ The Mask Singer ที่สร้างยอดคนดูรายการไปอย่างมหาศาล ในด้านคุณวู้ดดี้ จาก Woody Talk ก็ได้ประกาศตัวว่าจะเดินหน้าทำรายการ Live ของตัวเองใน Facebook และอำลาวงการทีวี เพราะเห็นประตูโอกาสจากช่องทาง Live ใน Facebook

สาเหตุที่ผู้ชมชอบคอนเทนต์ในแบบ Live ไม่ใช่เพียงแค่การเชื่อมกลุ่มผู้ฟังเข้ากับเหตุการณ์ในวีดีโอเท่านั้น แต่ “ความสดใหม่” และความ “จริง” ซึ่งย้อนแย้งกับความเคยชินกับความเป๊ะ ความถูกต้องบนเนื้อหาในโลกโซเชียลมีเดีย

  1. ความสามารถของ Social Media ที่พัฒนามากขึ้น

เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา Social Media ต่างๆมีวัตถุประสงค์ที่แน่ชัดในแต่ละแพลทฟอร์มของตัวเอง  เช่น Facebook ทำให้เราเชื่อมต่อกับเพื่อนได้มากขึ้น Instagram ใช้สำหรับการแบ่งปันช่วงเวลาของชีวิตผ่านรูปภาพ Twitterคือการเขียนบลอกจากบันทึกข้อความสั้นๆ (Microblogging)

ในแต่ละแพลทฟอร์มก็จะมีจุดยืนของตัวเองที่แตกต่างกันไป แต่ในปี 2016 ที่ผ่านมา เส้นแบ่งของแพลทฟอร์มต่างๆ เริ่มค่อยๆจางลง แพลทฟอร์มต่างๆเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองไปใกล้เคียงกับแพลตฟอร์มอื่น เช่น Facebook เริ่มมีแถบ Story เหมือนใน Instagram และ Snapchat ที่ปรับหน้าแพลทฟอร์มให้มีช่องค้นหา  จากตัวอย่างที่กล่าวมาถือเป็นสัญญาณให้เห็นถึงการขยายความสามารถของโซเชียลมีเดียเพื่อนำเสนอบริการที่ถูกใจกลุ่มผู้ฟัง และจัดการประสบการณ์ภาพรวมของกลุ่มผู้ใช้

แล้วปรากฏการณ์นี้มันสำคัญกับแบรนด์อย่างไร คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องแบ่งงบประมาณทางการตลาดและทรัพยากรต่างๆที่เท่ากันในแต่ละ แพลทฟอร์ม  การที่โซเชียลมีเดียพัฒนาขึ้นและมีประโยชน์ที่หลากหลายมากขึ้น บรรดาแบรนด์ก็มีโอกาสที่จะนำข้อมูลจำนวนผู้ติดตามในแต่ละแพลทฟอร์มมาวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจแบ่งงบประมาณการตลาดให้เหมาะสมกับประสิทธิภาพการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน

ยกตัวอย่างเช่น บางแบรนด์อาจไม่ใช้ Snapchat ในการเข้าถึงลูกค้า แต่หันไปให้ความสำคัญกับฟีเจอร์ Live บน Facebook และ Instagram ภาพแบบ 360องศา และ วีดีโอในการวางกลยุทธ์ด้านเนื้อหาแทน คุณอาจจะต้องปรับตัว และทำความเข้าใจกับลูกเล่นใหม่ๆ ของแต่ละแพลทฟอร์มเพื่อส่งมอบประสบการณ์ร่วมกับกลุ่มผู้ฟังอย่างเป็นธรรมชาติ

  1. การเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีเสมือน (Virtual Reality)

Virtual Reality หรือที่เรียกกันว่า VR กำลังเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวงการการตลาด จากการที่ Facebook เข้าซื้อกิจการของ Oculus Rift (LINK) และการเปิดตัวแอปพลิเคชัน Facebook 360  ไปจนถึงแว่นตาสำหรับถ่าย VDO ของ Snapchat (Snapchat’s Spectacles) เรื่องเหล่านี้เป็นสัญญาณของการใช้เทคโนโลยี VR จะถูกยอมรับมากขึ้นในอนาคต

 

Snapchat’s Spectacles แว่นตากันแดดอัจฉริยะที่บันทึกวีดีโอได้

 

สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดของเทคโนโลยี VR คือการเปิดโอกาสให้แบรนด์ได้บอกเล่าเรื่องราวอย่างสร้างสรรค์ และ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม ยิ่งแบรนดเริ่มทดลองใช้ VR ในการผลิตคอนเทนต์ ความคาดหวังของกลุ่มลูกค้าจะยิ่งสูงขึ้น ในอนาคตหากแบรนด์ใดที่ไม่ใช้ VR ในการทำ content จะกลายเป็นผู้ตามในตลาด และในใจของผู้บริโภค

แต่หลุมพรางที่นักการตลาดมักเข้าใจผิดว่า VR เป็นเรื่องของอนาคต ทำให้คิดว่ามีเวลาอีกนานที่จะเริ่มทดลอง VR  แต่ช่วงเวลาที่ต้องใช้ VR คือที่นี่ และตอนนี้ สำนักข่าว CNN เป็นแบรนด์หนึ่งที่เริ่มทดลองใช้ VR ในการถ่ายทอดเนื้อหาข่าวในรูปแบบใหม่ที่มีเนื้อหาที่ทำให้ผู้คนดื่มด่ำไปกับประสบการณ์ของเทคโนโลยี

ในฐานะนักการตลาด หน้าที่ของคุณคือสร้างวิสัยทัศน์ให้แก่องค์กรของคุณ ให้มองเห็นเทรนด์ในภาพรวม และใช้เทคโนโลยีก่อนที่ผู้บริโภคจะคาดหวังให้ธุรกิจนำมันมาใช้ แต่อย่างไรก็ตามกระแสเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วทำให้เราต้องคอยติดตามว่าจะมีลูกเล่นอะไรใหม่ๆ มาเพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าต่อไปในปี 2017

เทรนด์ที่น่าจับตามองในปีนี้คือการมาของ Live video  การเปลี่ยนแปลงของแพลท์ฟอร์ม โซเชียลมีเดีย ที่มีความสามารถหลากหลายมากขึ้น และเทคโนโลยีเสมือน (virtual reality) จะมาเปลี่ยนรูปแบบการตลาดบนโซเชียลมีเดียในปีนี้อย่างแน่นอน

 

Comments

comments

Share.

About Author

เด็กการตลาดผู้หลงใหลในการตลาดแบบหัวปักหัวปำ โดยเฉพาะด้าน E-commerce , Social Media , Big data และระบบการศึกษาออนไลน์ ปัจจุบันทำงานในวงการ E-commerce และการตลาดออนไลน์ _________________________ Marketing Graduated student who interest in Online Marketing especially E-commerce , Social Media Big data & Online Education. Currently work as personal assistant for MD of E-commerce firm in Thailand

Comments are closed.

%d bloggers like this: