เทคนิคการวัดผลธุรกิจและเว็บไซต์ ออนไลน์ (Measurement and Metrics)

0

???? ผมเชื่อว่าการมีเว็บไซต์เดียวนี้เป็นเรื่องที่ง่ายมาก เพราะเดียวนี้มีทั้งบริการ Blog หรือเว็บไซต์สำเร็จรูปเต็มไปหมด แต่จุดที่น่าสนใจคือ จะมีสักกี่คนที่ทำเว็บขึ้นแล้วมาแล้วประสบความสำเร็จ และเช่นกันการ ปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้เว็บประสบความสำเร็จได้ คือ คุณต้องรู้และสามารถวัดผลได้ว่าเว็บไซต์ที่คุณทำไปแล้วนั้น จะมีเป้าหมายที่ชัดเจน และวิธีการในการวัดผลนั้นได้ วันนี้เรามาลองดูกันว่า ในรูปแบบของการวัดผลของเว็บไซต์จะมีวิธีการ และรูปแบบการวัดยังไงบ้าง

การวัดผลด้านธุรกิจ (Business metrics)
********************************************************************************************* การวัดผลการทำธุรกิจบนเว็บไซต์ สามารถวัดผลได้ไม่ยาก โดยเราสามารถเก็บข้อมูล และนำข้อมูลที่ได้จากเว็บไซต์มาวิเคราะห์ว่าการทำธุรกิจหรือการค้าของเราได้ ผลเป็นยังไงบ้าง โดยการดูมีหลายๆ ข้อได้แก่

  • ผลตอบแทนจากการลงทุน ROI (Return on Investment)
    เป็นการคำนวนทางการเงินง่ายๆ เพื่อดูว่า การลงทุนทำธุรกิจไปแล้วเราคุ้มหรือไม่ หลายๆ คนเค้ามักจะดูค่า ROI กันครับ ROI คือการ เอา กำไรสุทธิ หารด้วย เงินลงทุนทั้งหมด นั่นเอง แล้ว x 100 ได้เป็น % ออกมา

    ROI = (Net Profit / Cost) x 100

    เช่น ขายสินค้าราคา 100 บาท ได้ 1 ชิ้น ต้นทุน 80 บาท แสดงว่าจะได้กำไร 100-80=20 บาท
    ROI = (20/80)x100
    ROI = 25%

    แต่ถ้า ROI ติดลบแสดงว่า ขายทุนครับ? ROI ยิ่งเยอะ แสดงว่ากำไรเยอะครับ อิอิ

     

  • ยอดขาย (Sales)
    วิธีการที่ง่ายที่สุดคือการดู "ยอดขาย" หากธุรกิจคุณมียอดขายมาก นั้นก็หมายความว่า ธุรกิจเว็บไซต์คุณกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี แต่จริงๆ แล้วการดูแต่ยอดขายอย่างเดียวอาจจะไม่สะท้อนผลประกอบการ หรือการทำงานมากนักเท่าไร เพราะ หาก "ยอดขายเยอะ" แต่ปรากฏว่า "ต้นทุน (Cost)" เยอะตามด้วย อาจจะส่งผลให้ ภาพรวมของธุรกิจของคุณติดลบ หรือขาดทุนได้เช่นกัน

     

  • โอกาสการขาย (Leads)
    บางครั้งเว็บไซต์ของคุณอาจจะไม่ได้ขายของ ดังนั้นการวัดผลด้วยยอดขายอาจจะไม่สามารถทำได้ ดังนั้นบางเว็บไซต์ ก็อาจจะวัดผลด้วยการได้ "โอกาสการขาย" หรือ "รายชื่อคนทีน่าจะเป็นลูกค้า" (Leads) ว่ามีเข้ามามากน้อยแค่ไหน ซึ่ง Leads นั้นมีโอกาสสามารถเปลี่ยนไปเป็น "ยอดขาย" ได้

     

  • การแปลงหน่วยวัด (Conversions)
    การดูอัตราการเปลี่ยนแปลงจาก ผู้ชม (Visitor) ไปเป็น ลูกค้า (Customer) ว่าจะตัวเลขและอัตราที่เท่าไร? หากเป็นในรูปแบบของการค้าขายผ่านเว็บไซต์ Conversion Rate คือ อัตราส่วนการซื้อ ต่อจำนวนคลิก

    Conversion Rate = (Number of sales / Number of Clicks) x 100

    เช่น จาก 100 คนคลิกเข้ามา มีคนซื้อ 5 คน แสดงว่า Conversion Rate = 5% ถ้า Conversion Rate ยิ่งเยอะยิ่งดีครับ

     

  • จำนวนผู้สมัคร (Subscribers)
    บางเว็บไซต์ใช้จำนวนผู้สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกในเว็บไซต์ เป็นตัววัดผลว่า เว็บไซต์นี้ได้ผลมากน้อยแค่ไหน ส่วนใหญ่จะไม่ใช่กับเว็บไซต์ E-Commerce หรือเว็บค้าขาย (เพราะมักจะวัดจากยอดขายมากกว่า) ซึ่งการมี จำนวนสมาชิกเป็นสมาชิกเป็นจำนวนมาก นั้นหมายถึง เว็บไซต์นั้นจะมีมูลค่ามากขึ้น จากจำนวนคนที่เข้ามา และฐานข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่? บางครั้งใช้เป็นการวัดจำนวน email ที่มีสมัครเข้ามาในแคมเปญ หรือบางครั้งจะวัดจากจำนวนคนที่รับ Feed RSS ว่ามีจำนวนมากเท่าไร


การวัดผลด้านการใช้งานเว็บไซต์ (Usability metrics)


********************************************************************************************** สำหรับการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ให้คนเข้ามาใช้งาน บางครั้งเราไม่สามารถใช้วิธีการวัดผลในเชิงธุรกิจได้ เพราะบางครั้งเว็บไซต์บางเว็บ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสำหรับการค้า แต่เราจะมีวิธีการวัดผลอย่างไรบ้าง เพื่อให้รู้ถึงผลลัพย์ของการทำงานของเรา

ตัวอย่างของการเก็บสถิติการเข้าและใช้งานเว็บไซต์?(ของ Truehits.net)

 

  • คนที่กลับมาที่เว็บไซต์อีกครั้ง (Returning visitors)
    ในอินเทอร์เน็ต คุณสามารถวัดผลและทราบได้ว่า เว็บไซต์ของคุณมี "คนที่เคยมาที่เว็บไซต์ของคุณแล้ว" กลับมาอีกครั้งหรือเปล่า ด้วยเทคโนโลยีการใช้ "คุกกี้ (Cookie)" และการใช้เครื่องมือวัดผล-เก็บสถิติเว็บไซต์ ก็จะทำให้คุณสามารถรู้ได้ทันทีไม่ยาก ซึ่งหากลูกค้ากลับมาบ่อย มากเท่าไร นั้นหมายถึงเว็บไซต์ของคุณ มีความน่าสนใจ ที่ดึงดูดลูกค้าเก่าให้กลับมาได้ เช่น

    คุณมีคนเข้าเว็บไซต์วันละ 1000 คน (UIP) มีลูกค้าเก่า 50 คน นั้นหมายถึง Returning Visitros = 50%


  • จำนวนหน้าต่อการเปิดดูต่อคน (Pageviews per visit)
    เป็นการวัดผู้ที่เข้ามาเว็บไซต์ของคุณต่อครั้งว่า เค้าเปิดหน้าเว็บไซต์กี่หน้า (Pageview) เพราะยิ่งจำนวนหน้าเยอะ? แสดงว่าเว็บไซต์คุณมีคนชื่นชอบมาก

     

  • การใช้เวลาต่อหน้า (Time on page)
    เป็นการวัดว่า ผู้ที่เข้ามาเว็บไซต์ใช้เวลาในการเปิดหน้าเว็บไซต์ของคุณ ต่อหน้านานเท่าไร ทั้งนี้และทั้งนั้นมันขึ้นอยู่กับรูปแบบของเว็บไซต์ด้วย เช่นเว็บไซต์ข่าว อาจจะมีการใช้เวลาต่อหน้านาน เพราะคนต้องใช้เวลาอ่านนาน แต่หากเป็นเว็บบอร์ดหรือเว็บที่ไม่ค่อยมีข้อมูลเท่าไร คนก็จะใช้เวลาต่อหน้าน้อยลงเท่านั้น

     

  • เวลาที่ใช้ในเว็บไซต์ (Time on site)
    เป็นช่วงเวลาทั้งหมดที่ต่อผู้ใช้ 1 คนใช้เวลาในเว็บไซต์คุณ โดยทั่วไปยิ่งนานเท่าไรยิ่งดี แต่ส่วนใหญ่แล้วเวลาทั่วไปที่คนส่วนใหญ่จะใช้อยู่ในเว็บไซต์ 1 เว็บประมาณ 5 นาที หรือบางเว็บก็ประมาณ 30 วินาที

     

  • อัตราการออกนอกเว็บ (Bounce rate)
    อัตราการออกนอกเว็บ (Bounce rate) คือค่าเปอร์เซนต์ ของคนที่เข้ามาในเว็บไซต์แค่หน้าเดียว แล้วเค้าออกจากหน้านั้นไปทันที ไม่ได้กดเข้าไปหน้าอื่นๆ ต่อ ซึ่งมันจะหมายถึงคุณภาพของเว็บไซต์ หรือเว็บไซต์ของคุณอาจจะไม่ตรงกับความต้องการของผู้ที่เข้ามา ทำให้เค้ากดออกไป หรือปิดหน้าเว็บไซต์นั้นๆ? ดังนั้นการทำหน้าเว็บไซต์ที่น่าสนใจ ดึงดูดคนจะทำให้อัตราการออกนอกเว็บ ลดน้อยลง ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์คุณมีคนเข้ามาเว็บไซต์ คุณวันละ 10,000 คน แล้วพบกว่ามีอัตรา การออกนอกเว็บ (Bounce rate) 95% น้นหมายถึง คุณจะมีคนที่เข้ามาเว็บไซต์คุณจริงๆ แค่ 500 คนเท่านั้น

     

  • การเลิกซื้อของระหว่างทาง (Form/shopping cart abandonment rate)
    จากการทำเซอร์เวย์ของ Bizrate และ NPD group พบกว่า คนซื้อของออนไลน์ส่วนใหญ่จะยกเลิกการซื้อของระหว่างออนไลน์อยู่ถึง 75% วิธีการง่ายๆ ที่จะเช็กว่าคนเลิกซื้อของระหว่างทาง โดยติดตั้งระบบตรวจสอบ เมื่อมีคนกดเข้ามาที่ฟอร์ม ก็เริ่มบันทึกเลย และตรวจสอบว่าฟอร์มแต่ละฟอร์ม มีการซื้อของจนจบหรือไม่ ถ้าจบก็จะมีการยืนยัน เท่านี้คุณก็จะทราบตัวเลขนี้ได้ไม่ยากแล้ว

     

  • Links clicked (heat maps)
    การ ศึกษาดูว่าผู้ที่เข้าที่เว็บไซต์ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการคลิกตรงไหนบ้างในหน

    Comments

    comments

Share.

About Author

ทีมงาน MarketingByte.com ที่คอยเจาะลึก วิเคราะห์ หาข้อมูลต่างๆ มาเพื่อบริการข้อมูลด้านการตลาดออนไลน์เพื่อคนไทย ติดตามเราทาง Social Media : www.facebook.com/marketingbyte หรือ www.twitter.com/mktbyte

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: