รู้จัก"Trustmark"เครื่องหมายการันตีเว็บขายของออนไลน์

0

โครงการ Trustmark คืออะไร จำเป็นต่อผู้เปิดร้านขายของออนไลน์เพียงไร ผู้ซื้อจะได้รับประโยชน์มากน้อยแค่ไหน คำตอบอยู่ที่นี่

ธรรมชาติของมนุษย์เรานั้นหากไม่เคยเห็นหน้าตาคนที่จะทำการซื้อขายสินค้าด้วย ก็ยากที่จะเกิดการทำธุรกรรม แต่เมื่อผู้ซื้อ-ผู้ขายมีโอกาสได้เจรจากันโดยตรง หรือมีการรับรองจากบุคคลที่สามหรือหน่วยงานที่เชื่อถือได้ว่าผู้ขายคนนี้ไว้ใจได้ อย่างน้อยที่สุดผู้ซื้อจะตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกับการซื้อขายสินค้าทางออนไลน์ หากมีองค์กรที่เชื่อถือได้มารับรองว่า เว็บไซต์นั้น ๆ มีแนวการดำเนินธุรกิจที่ดี มีการปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้วางไว้ ตลอดจนมีความปลอดภัยในการทำธุรกรรมด้วย ผู้บริโภคย่อมมีความมั่นใจในการซื้อขายออนไลน์มากขึ้น

ความเป็นมาของโครงการ Trustmark

ในประเทศที่มีความเจริญด้านเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้รับความนิยมสูง ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ กลุ่มประเทศยุโรป ตลอดจนประเทศในแถบเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ ฯลฯ ล้วนมีกลไกการสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อขายออนไลน์หรือเรียกสั้นๆ ว่า Trustmark ซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่ในช่วงปี ค.ศ. 2000

สำหรับประเทศไทยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และได้นำแนวทางการสร้างความเชื่อมั่นในการออกเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือในการประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Trustmark) ของประเทศต่าง ๆ มาเป็นแนวทางในการออก Trustmark โดยพิจารณาถึงความเหมาะสมในการนำมาประยุกต์ใช้กับผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย โดยคำนึงถึงรูปแบบทางธุรกิจที่หลากหลายและบรรทัดฐานทางสังคมไทย เพื่อจะไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการแข่งขัน และต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม(SMEs) ไทย ในการเข้าร่วมโครงการเครื่องหมายรับรองฯ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องค่าใช้จ่ายหรือหลักเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ

จึงเป็นที่มาของโครงการการออกเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือในการประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกสั้น ๆ ว่า Trustmark ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ได้ออกเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือในการประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นที่ยอมรับและน่าเชื่อถือของผู้บริโภค ซึ่งโครงการดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างแท้จริง เพราะในบางประเทศนั้น ผู้ประกอบการต้องเสียค่าธรรมเนียมการขอใช้เครื่องหมาย Trustmark ในอัตราที่ค่อนข้างสูง

โครงการ Trustmark จะเป็นประโยชน์ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการ คือ แสดงให้เห็นว่าเว็บไซต์นั้นๆ มีความน่าเชื่อถือ และมีแนวปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจที่ดี ผ่านการรับรองจากกรมฯ และมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล สร้างความแตกต่างและสร้างศักยภาพในการแข่งขัน รวมทั้งช่วยขยายโอกาสในการสร้างตลาดใหม่ๆ ให้กับสินค้าและบริการได้

ในส่วนของผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์ คือ เมื่อใช้บริการของเว็บไซต์ที่เข้าร่วมโครงการ Trustmark แล้ว มั่นใจว่าเป็นเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้ โดยจะมีเครื่องหมายที่มีสัญลักษณ์คำว่า ?Verified? รับรองความน่าเชื่อถือปรากฏอยู่บนหน้าเว็บไซต์นั้นๆ และผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ Trustmark จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กรมฯ ระบุไว้ หากมีข้อพิพาท หรือประสบปัญหา ผู้บริโภคสามารถติดต่อหรือร้องเรียนมายังกรมฯ เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหานั้น ๆ ได้

ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ Trustmark ได้ ผ่านทางเว็บไซต์ www.trustmarkthai.com โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพียงผู้สมัครอัพโหลดเอกสารประกอบการสมัครผ่านหน้าเว็บฯ จากนั้นจะสามารถทราบผลการสมัครทางอีเมล์ภายใน 20 วันทำการ หากเว็บไซต์นั้นมีคุณสมบัติครบถ้วนจะได้รับเครื่องหมายที่มีสัญลักษณ์ ?Verified? เพื่อนำไปแสดงบนหน้าเว็บไซต์ และผู้สมัครจะต้องทำการต่ออายุเครื่องหมายทุก ๆ 1 ปี

สำหรับปัจจุบัน การทำธุรกรรมผ่านระบบอินเทอร์เน็ตกำลังได้รับความนิยมอย่างสูง และมีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ซึ่งดูได้จากสถิติพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยในปี 2549 พบว่ามีมูลค่าการซื้อขายสูงกว่า 305,159 ล้านบาท เป็นการซื้อขายออนไลน์จากทางภาครัฐผ่านระบบ e-auction ประมาณ 176,683 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 57.9 ตามด้วยการซื้อขายสินค้าแบบธุรกิจกับธุรกิจ (B to B) ประมาณ 79,726 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 26.1

ขณะที่มูลค่าการซื้อขายสินค้าธุรกิจกับผู้บริโภค (B to C) มีเพียง 47,501 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 15.6 เท่านั้น ซึ่งตัวเลขมูลค่าการซื้อขายของ B to C นี้ ยังขยายตัวได้อีกมากหากผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในการซื้อหรือขายสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ต

ที่มา http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9500000153818

Comments

comments

Share.

About Author

ทีมงาน MarketingByte.com ที่คอยเจาะลึก วิเคราะห์ หาข้อมูลต่างๆ มาเพื่อบริการข้อมูลด้านการตลาดออนไลน์เพื่อคนไทย ติดตามเราทาง Social Media : www.facebook.com/marketingbyte หรือ www.twitter.com/mktbyte

Leave a Reply

%d bloggers like this: