ทัศนคติ เพื่อคิด บวก?

0

ผมเชื่อว่านักธุรกิจ และเจ้าของกิจการหลายๆคนยังนิยมใช้เวลา ?ลับสมอง? เพื่อกระตุ้นความคิดโดยเฉพาะในด้านการบริหารธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่นตัวผมเองที่ชอบทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมๆกัน เพื่อเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ จากการพบปะผู้คนต่างๆ ตลอดเวลา

เพราะการทำหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน บังคับให้เราต้องติดต่อประสานงานกับคนอื่นๆมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน หรือลูกค้า หากมีคนมาคุยกับผมตรงกับเรื่องที่ผมกำลังสนใจอยู่ ก็ถือว่าโชคดีไป

แต่หากไม่ตรงกัน ก็ถือว่าเป็นโอกาสได้เปิดรับข้อมูลใหม่ๆในทางธุรกิจ ซึ่งจะช่วยฝึกให้เรารู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจมากขึ้น และ sensitive เพียงพอต่อสภาพแวดล้อมที่อ่อนไหวจนเปลี่ยนแปลงได้แทบจะทุกวัน

เพราะโลกทุกวันนี้สลับซับซ้อนมาก ถ้าเราไม่ปรับเปลี่ยน ไม่เรียนรู้ ไม่เปิดตัวเอง ในที่สุดจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในทุกวันเราจึงควรหาเวลาเล็กน้อยเพื่ออ่านหนังสือเพิ่มเติม หรือได้พูดคุยกับคนที่ไม่ได้อยู่ในธุรกิจเดียวกัน เพื่อเรียนรู้จากคนที่อยู่คนละสายงานกับเรา

ในความสำเร็จ นอกจากปัจจัยต่างๆที่เราเชี่ยวชาญแล้ว ต้องคิดถึงปัจจัยที่เราไม่เชี่ยวชาญด้วย และต้องหาทางเก็บสะสมในทุกโอกาส เพื่อสร้างเป็นฐานความรู้ของตัวเอง ซึ่งจะช่วยให้เราตัดสินใจในเรื่องต่างๆได้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด

การฝึกตัวเองให้ปรับตัวได้ ก็ต้องปรับนิสัยของตัวเราเองด้วย อย่างน้อยก็ 3 ข้อนี้คือ

1. ความเป็นผู้นำ ต้องกล้าประสบกับความเป็นจริง สิ่งที่คิดว่าดีและควรทำ ถ้าเป็นเรื่องสำคัญมากต้องไปอธิบายด้วยตัวเอง แทนการส่งอีเมล์หรือจดหมาย เพื่อให้คนอื่นรู้ว่าเราตั้งใจจริงหรือไม่

2. กล้าที่จะพูดเรื่องต่างๆ กำหนดเป็นเป้าหมาย และต้องบังคับให้ตัวเองทำก่อน ไม่ใช่สั่งคนอื่นทำแต่ตัวเองกลับไม่ทำ ซึ่งก็จะไม่มีวันไม่มีวันสำเร็จ

3. เมื่อกำหนดเป้าหมายแล้ว จำเป็นต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง และไม่ว่าจะต้องทำอย่างไรก็แล้วแต่ก็ต้องทำให้เกิดขึ้นมาจริงๆ ให้ได้ การกระทำเหล่านี้จึงสามารถสร้างความเชื่อถือให้เกิดขึ้นได้ ผู้นำที่เป็นคนน่าเชื่อถือเท่านั้น ที่จะมีความสามารถนำการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้

ทั้งหมดต้องกลับมาที่การศึกษา ต้องสอนเด็กให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่พร้อมเปลี่ยนแปลงเสมอ และถ้าให้ดีที่สุด ก็ต้องย้อนกลับไปสร้างตั้งแต่วัยเรียน และสร้างให้เป็นนิสัยติดตัว อย่าปล่อยให้กลายเป็นเด็กที่เรียนเพื่อต้องการคะแนนดีๆ จึงใช้การท่องจำเท่านั้น

เราต้องหาทางฝึกให้เขากระหายที่จะเรียนรู้ แม้ว่าจะเรียนได้คะแนนดีแล้ว ก็ยังไม่หยุดเรียนรู้ แต่สามารถที่จะเรียนรู้เรื่องใหม่ๆได้ด้วยตนเอง จนมีนิสัยที่พร้อมจะเรียนรู้ และรับกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆได้ดี

ส่วนนักศึกษาที่มีผลการเรียนปกติ ไม่ได้เก่งมาก ก็สามารถประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน หากมีบุคลิกของการเรียนรู้ และมีความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งทำให้เขาสนใจในเรื่องอื่นๆ อย่างเช่นกีฬา กิจกรรม ทำให้มีความรู้รอบตัว มีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา

เมื่อไปทำงานก็ย่อมมีความพร้อมมากกว่าคนอื่นรวมถึงคนที่เรียนเก่งกว่าด้วย เพราะคนที่มีทัศนคติ หรือนิสัยเช่นนี้ จะมีคุณสมบัติดังนี้

1. เป็นคนมีความรับผิดชอบ ต้องหาคำตอบให้ได้ว่ามีอะไรที่ดีกว่าเสมอ

2. เป็นคนมีความสามารถที่จะรู้และวิเคราะห์ คือต้องรู้ว่านี่คือคำตอบ วิเคราะห์ว่าทำไมจึงเป็นคำตอบ มีความสามารถเปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่ตนเองทำ กับสิ่งที่คนอื่นทำ ต้องเรียนรู้จากสิ่งที่คนอื่นทำสำเร็จ และหาเหตุผลให้ได้

3. เปิดใจอยู่เสมอ เปิดใจที่จะฟังความคิดเห็นคนอื่น ไม่แปรเจตนาดีของคนอื่นที่มาบอกเราว่าเป็นการตำหนิ ต้องไม่โมโหกับสิ่งที่คนอื่นมองต่างกับเรา นิสัยเหล่านี้ถ้ามีการฝึกตั้งแต่เด็กก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนที่สำคัญที่สุดในการทำงาน และทำให้หาคำตอบให้กับทุกสถานการณ์ได้ โดยไม่ต้องหาข้อแก้ตัว

4. ต้องคิดแบบ Positive Thinking ในการมองสิ่งที่ตัวเองทำทั้งสำเร็จและล้มเหลว โดยถือว่าความล้มเหลวเป็นต้นทุนหาความสำเร็จในอนาคต และความสำเร็จต้องไม่ใช่เกิดจากความบังเอิญ ต้องรู้จักให้กำลังใจตัวเองไม่ท้อถอยง่าย

5. ต้องรู้จักทบทวนตัวเอง ไม่เหลิงและมีความสามารถที่จะฝึกตัวเองให้มีเป็นนิสัยที่ที่จะเรียนรู้ความเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ เรียนรู้งานที่จะหาสิ่งที่ดีที่สุดทุกครั้งที่ทำเรื่องต่างๆ เสมอ

ในระบบการศึกษาของบ้านเราในวันนี้ จะต้องมีกระบวนการสร้างให้เด็กมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ และการเปลี่ยนแปลง ซึ่งความคิดที่ถูกต้องจะแปรเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ ให้กับทั้งบริษัทและประเทศไทยของเราได้ต่อไป

Comments

comments

Share.

About Author

ทีมงาน MarketingByte.com ที่คอยเจาะลึก วิเคราะห์ หาข้อมูลต่างๆ มาเพื่อบริการข้อมูลด้านการตลาดออนไลน์เพื่อคนไทย ติดตามเราทาง Social Media : www.facebook.com/marketingbyte หรือ www.twitter.com/mktbyte

Leave a Reply

%d bloggers like this: