"ดิจิทัล มูฟ" ติดอาวุธการตลาด ต้นทุนต่ำ

0

ไม่มีใครปฏิเสธว่า ดิจิตัล มาร์เก็ตติ้งจะ ?เทคโอเวอร์" สื่อเดิมแน่ๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคก็หันสู่สื่อดิจิตัล โดยต่างประเทศ ผู้บริโภคใช้เวลาท่องเน็ตพอๆ กับชมทีวี ขณะที่ในไทยจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นแบบน่าอัศจรรย์

แม้ว่า ประเทศไทยซึ่งมีประชากรอยู่ 66 ล้านคน และมียอดใช้มือถือถึง 55 ล้านรายก็ตาม หากแต่งบมาร์เก็ตติ้ง งบโฆษณาทั้งหลาย ยังคง ?เท? ให้กับสื่อเดิมๆ สัดส่วนของ ?นิวมีเดีย? มีเพียง 1% เท่านั้น

หากเลือกเปลี่ยนเกมเล่น หันสู่การตลาดดิจิตัล ใช้ช่องว่างที่เปิดกว้างให้เป็นประโยชน์?"ผู้มาก่อน ย่อมได้เปรียบกว่า"

เมื่อพูดถึง "ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง" หรือการตลาดดิจิตัล ผู้คนอาจจะนึกถึงคอมพิวเตอร์เป็นหลัก หรืออาจจะมีภาพของ "ดอทคอมแครช"

แต่ เคนท์ เวอร์ไทม์ ประธานกรรมการบริษัทโอกิลวี่ วัน ประจำภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิค นักโฆษณาที่คร่ำหวอดในวงการโฆษณาระดับนานาชาติมองว่า สื่อดิจิทัล คือสิ่งที่ "นักการตลาดต้องหยุดมอง" เพราะผู้บริโภคยุคนี้ใช้สื่อดิจิทัลกันแพร่หลายแล้ว คนบริโภคข่าวสาร ความบันเทิงด้วยสื่อใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ โทรศัพท์มือถือ เกมส์ ไวรัล search engine บล็อก

แต่นักการตลาดต่างหากที่ยังไม่ขยับ การใช้งบผ่านสื่อดิจิทัลจึงยังเป็นไปแบบน้อยนิด แค่ 1% โดยงบส่วนใหญ่ยังเทให้กับสื่อทีวีที่สูงถึง 50%

"คนจะจำได้แต่ดอทคอมแครช แต่ลืมไปว่าคนเป็นพันๆ ล้านใช้อินเทอร์เน็ตกันแล้วในขณะนี้ ประเทศไทยเองการใช้อินเทอร์เน็ตก็เติบโตแบบทั่วโลก และครึ่งหนึ่งของผู้ใช้เป็นคนรุ่นใหม่ มีกำลังซื้อสูง

เพราะฉะนั้นเราจึงต้องไปที่นั่น เพราะผู้บริโภคอยู่ที่นั่นแล้ว และผู้บริโภคใช้เวลาอยู่กับสื่อดิจิทัลแล้ว ตอนนี้ทุกคนใช้เวลาออนไลน์มากกว่าดูทีวี ทุกคนใช้มือถือ ทุกคนเช็คอีเมล์" เคนท์ กล่าว

ขณะที่ เอียน เฟนวิค ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาการตลาดสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ ที่ปรึกษาด้านการตลาดที่มีประสบการณ์ทั้งในยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชีย สนับสนุนว่า

อนาคตของดิจิทัลจะโตเร็ว ในต่างประเทศสื่อดิจิทัลโตประมาณ 10-15% ต่อปี ส่วนในไทยอีก 2-3 ปี จะโตแบบนั้น และจะกลายมาเป็นกระแสหลักใน 4-5 ปี

"ในไทย คนใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 9 ล้านคนในปี 2007 และคาดว่าในปี 2010 จะมีถึง 23 ล้านคน ที่น่าสนใจเป็นอัตราการใช้ในต่างจังหวัดถึง 34% ขณะที่ในกรุงเทพ 43% ซึ่งถือว่าสูง เพราะฉะนั้นคนเป็นดิจิทัลแล้ว และ 50% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต อายุประมาณ 20-44 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ"

ทั้งเอียนและเคนท์ยังเป็นผู้เขียนหนังสือ "Digimarketing เปิดโลกนิวมีเดียและการตลาดดิจิทัล" ซึ่งให้ข้อมูลของสื่อดิจิทัลที่ครอบคลุม รวมถึงหลักการตลาดที่นักการตลาดต้องรู้อีกด้วย

โดยเอียนกล่าวว่าคุณสมบัติที่ถือเป็นจุดแข็งของสื่อดิจิทัล คือ เป็นสื่อที่ "Targeted" พุ่งตรงไปยังลูกค้าเป้าหมายได้ตรงและแม่นยำกว่าสื่อดั้งเดิม และทำเป็นรายบุคคลได้ด้วย เช่น ส่งแมสเสจบนมือถือก็สามารถจัดให้ตรงความต้องการรายบุคคล สื่อดิจิทัลจึงสามารถทำตลาดได้ชัดเจน

"ลงแอดแน่นอนคนเป็นล้านได้อ่าน แต่ถ้าส่งเอสเอ็มเอสไปที่มือถือ ไม่เพียงแต่ข้อความนี้จะไปถึงผู้รับ ยังสามารถจัดให้ตรงตามรสนิยมของผู้รับ" เอียนกล่าว

นอกจากนี้แม้ผู้คนจะยังติดตามข่าวสาร ดูละคร ฟังเพลง เหมือนเดิม แต่ &q
uot;วิธีการ" บริโภคสื่อของผู้คนเปลี่ยนไป โดยสื่อดิจิทัลทำให้ผู้บริโภครับสื่อ ที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ เพราะฉะนั้นการตลาดที่จะเข้าถึงผู้บริโภคจึงต้องเปลี่ยนไป ต้องมีความเป็นยูนีคมากขึ้น ต้องส่งข่าวสารแบบ "One by One" ซึ่งดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง สามารถทำได้

"เช่น ถ้าเรามีข้อมูลว่า คนๆ หนึ่งอยากได้โทรทัศน์รุ่นใหม่ ก็ส่งข้อมูลเข้ามือถือว่า ทางห้างมีโปรโมชั่นโทรทัศน์อยู่ หรือในอังกฤษ มีบริษัทยาส่งข้อมูลรายงานว่าในบริเวณนั้นๆ มีละอองเกสรเท่าไหร่ ซึ่งคนที่เป็นโรคภูมิแพ้เขายินดีจ่ายเพื่อข้อมูลนี้ อย่างที่คนบางส่วนยินดีจ่ายเรื่องข่าว"

นอกจากนี้สื่อดิจิทัลยังเป็นสิ่งที่ "อินเตอร์แอ๊คทีฟ" นั่นคือ ผู้บริโภคสามารถโต้ตอบ มีส่วนร่วม สะท้อนความคิดเห็นกลับมา ถือเป็นการตลาด 2 ทาง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ เพราะแต่เดิมผู้บริโภคจะแค่เป็นฝ่ายรับ แต่สื่อดิจิทัลทำให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถาม ตั้งกระทู้ สร้างคอนเทนท์เองอย่างในยูทูป หรือถ้าไม่ชอบก็เขียนคอมเมนท์กลับ

ดิจิทัลทำให้ได้ฟังลูกค้า

สื่อดิจิทัล ยังให้ "ข้อมูลเชิงลึก" แก่นักการตลาด ไม่ใช่แค่ข้อมูลประชากรศาสตร์ทั่วๆไป แต่จะได้ข้อมูลไลฟ์สไตล์ ความชอบ ไม่ชอบ ด้วย

"มีข้อมูลที่เราสามารถติดตาม รวบรวมได้ เรารู้ว่าเป็นใคร อ่านเวลาไหน ทำอะไร รู้ว่าเขาเป็นใคร ทำให้เราสามารถส่งต่อข้อมูลถึงผู้บริโภคได้ถูกจุดต่อไป ขณะที่ในสื่อดั้งเดิม จะไม่รู้ว่าใครเป็นคนรับ หรือได้รับสื่อที่เราส่งไป" เอียนกล่าว

อาจจะดูว่าเป็นเรื่องน่ากลัวที่ผู้บริโภคถูกล่วงรู้ข้อมูล แต่เอียนบอกว่า จริงๆ แล้ว ผู้บริโภคมีสิทธิ์? "shut down" เลือกที่จะไม่รับข่าวสารเช่นกัน

"เพราะฉะนั้นในยุคดิจิทัล ผู้บริโภคจึงเป็นพระเจ้า เพราะสามารถเลือกว่าจะรับข่าวสารหรือไม่รับ สามารถบล็อก นักการตลาดจึงต้องขออนุญาตด้วย ต้องได้รับการยินยอมจากผู้บริโภค ต้องระวังในเรื่องนี้"

เอียนยังบอกด้วยว่า การตลาดดิจิทัลยังมี "ต้นทุนต่ำ" ด้วย เมื่อเทียบกับสื่ออื่นๆ อย่างเช่นถ้าจะโปรโมทสินค้าบนเวบ ก็มีพื้นที่ให้ข้อมูลแบบไม่จำกัด หรือจะเลือกทำผ่าน search engine หาวิธีให้เวบไซต์อยู่ในอันดับต้นๆ ก็ได้

สื่อดิจิทัลจึงเหมาะสำหรับบริษัทไม่ว่าใหญ่เล็ก เพราะค่าใช้จ่ายต่ำ

"ถ้าทำหนังโฆษณาสักเรื่อง ค่าใช้จ่ายอย่างต่ำ 4-5 ล้านบาท แต่คลิปวีดิโอในเว็บ งบต่ำ ขณะที่มีคนดูมากอาจจะทั่วโลก ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจะเหมาะสุด"

หรือในภาวะวิกฤติการเมืองแบบนี้ เอียนบอกว่า คนจะเลือกติดตามข่าวสาร เข้าเว็บไซต์มากขึ้น นักการตลาดอาจจะใช้ช่องทางนี้เพื่อสื่อสารสินค้าของตน ซึ่งจะทำให้ "ได้เปรียบ" ในการรับรู้ เพราะการทำตลาดผ่านสื่อดิจิตัลยังไม่สูง
?ส่วนวิธีการใช้สื่อดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพ นั้น เคนท์แนะนำว่า คอนเทนท์ต้องสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ แล้วผู้บริโภคจะยินดีเปิดรับข้อมูลนั้นๆ ไม่ใช่การระดมส่งข้อมูลที่เป็น "จังค์" ให้ผู้บริโภค

"การที่สื่อดิจิตัลสามารถแทร็คข้อมูล รู้พฤติกรรมของคนว่าเมื่อไรเขาจะดูเรา เขากำลังเสิร์ชหาข้อมูลอะไร เมื่อเป็นแบบนี้ เราจะได้ส่งข้อมูลที่เขาต้องการ ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับเขา เช่นอาจจะมีโฆษณากอล์ฟ เมื่อผู้ชายที่ชอบเล่นกอล์ฟคลิก

หรือถ้าเราผลิตแอดที่ลูกค้าชอบ เขาจะเป็นคนส่งแอดต่อๆ กันไปเอง ส่งถึงคนที่เขาคิดว่าใช่ คิดว่าชอบ กลายเป็นว่าเขาช่วยเลือกผู้รับ

Comments

comments

Share.

About Author

ทีมงาน MarketingByte.com ที่คอยเจาะลึก วิเคราะห์ หาข้อมูลต่างๆ มาเพื่อบริการข้อมูลด้านการตลาดออนไลน์เพื่อคนไทย ติดตามเราทาง Social Media : www.facebook.com/marketingbyte หรือ www.twitter.com/mktbyte

Leave a Reply

%d bloggers like this: