ความเคลื่อนไหวและทิศทางของธุรกิจ 3G ในปี 2009

0

สถานการณ์ 3G ในปี 2008

เริ่มต้นที่ภาพรวมของตลาด 3G ในโลก จำนวนผู้ใช้ 3G ในปัจจุบัน (มกราคม 2009) มีจำนวนทั้งสิ้น 846 ล้านราย แบ่งออกเป็น ผู้ใช้ 3G ในมาตรฐาน W-CDMA ของฝั่งยุโรป 346 ล้านราย และผู้ใช้ 3G ในมาตรฐาน CDMA2000 1x และ EV-DO ของฝั่งเกาหลีและญี่ปุ่นอีกประมาณ 500 ล้านราย

clip_image002

มองกลับมาที่สำหรับตลาดมือถือในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีการเปิดให้บริการ 3G อย่างเป็นทางการ (Commercial Launch) เนื่องจากติดปัญหาทางด้านกฏระเบียบบางอย่าง ถึงแม้จะมีการเปิดให้บริการแบบทดสอบ (Trial) ณ บางจุด ก็ตาม

ในแง่ของเทคโนโลยี ผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่ทั้ง เอไอเอส ดีแทคและทรูมูฟต่างเลือกใช้ เทคโนโลยี HSPA (High Speed Packet Access) ซึ่งอยู่บนมาตรฐาน W-CDMA จากฝั่งยุโรป มาใช้ในการให้บริการ 3G ของตนเนื่องจากสามารถทำการปรับปรุงจากโครงข่าย GSM เดิมที่มีอยู่แล้วให้รองรับการใช้งานข้อมูลความเร็วสูงกว่าในปัจจุบันได้ ทำให้ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากนัก

เนื่องจากบริการหลักของ 3G คือ การใช้อินเตอร์เน็ตเคลื่อนที่ความเร็วสูง (Mobile Broadband) ถ้ามองไปที่ภาพรวมทั้งหมด ปัจจุบัน ประเทศไทยมีอัตราผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอยู่ที่ประมาณ 12 ล้านคน หรือคิดเป็น 18% ของจำนวนประชากรทั้งหมด โดย แบ่งออกเป็นผู้ใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband) ประมาณ 2 ล้านราย และผู้ใช้อินเตอร์เน็ตแบบ Dialup (Narrowband) อีกกว่า 10 ล้านราย

จากช่องว่างของประชากรอินเตอร์เน็ตนี้ ทำให้มียังโอกาสในการให้บริการ 3G อยู่อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่ใช้ Narrowband กว่า 13 ล้านคน หรือแม้กระทั่งผู้ที่ยังไม่เคยใช้อินเตอร์เน็ตเลย อีกกว่า 50 ล้านคน ซึ่ง 3G จะช่วยให้ ประชากรทั้งประเทศมีโอกาสเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารต่างๆบน Internet ในอัตราความเร็วสูงได้

clip_image004

ที่มา: CDG, Market Trends and Facts, Sep 2008

สถานการณ์ในแง่ของรายได้

ปัจจุบัน มีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ๆ ของโลก เช่น Vodafone, T-Mobile, Orange, NTT Docomo และ Verizon Wireless ที่ได้เปิดให้บริการ 3G แล้ว สามารถทำรายได้รวมกันทั้งหมดจากบริการสื่อสารข้อมูลไร้สาย (Data Services) คิดเป็นประมาณ 20 % ของรายได้จากบริการทั้งหมด

clip_image006

โดย NTT Docomo ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ รายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ยังคงครองตำแหน่งผู้นำตลาดต่อเนื่อง จากจำนวนรายได้ประมาณ 11,000 ล้านเหรียญใน 9 เดือนแรกของปี 2008 และ การเติบโตของรายได้จากบริการสื่อสารข้อมูลไร้สายของผู้ให้บริการรายใหญ่สุด 10 บริษัท ได้เพิ่มขึ้น 10.3% จากปี 2007

clip_image008

เห็นได้ว่า ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั่วโลกส่วนใหญ่จะมีรายได้จากบริการสื่อสารข้อมูลไร้สายเกิน 10% และสำหรับผู้ให้บริการ 3G ที่โดดเด่นที่สุดอย่าง NTT DoCoMo และ Softbank จากประเทศญี่ปุ่น มีสัดส่วนรายได้ตรงนี้สูงถึง 40%

ด้านการเติบโตของตลาด พบว่าตลาดสหรัฐอเมริกา มีอัตราเติบโตของรายได้สูงสุดในโลก โดยเพิ่มขึ้น 18% จากปลายปี 2007 ตามด้วยจีนและญี่ปุ่นที่ 9% และ 7% ตามลำดับ ซึ่งทั้งสามประเทศดังกล่าวมีรายได้ตลาดรวมกันเกือบ 50% ของทั่วโลก

สถานการณ์ในแง่จำนวนผู้ใช้

จากรายงานของ comScore บริษัทวิจัยด้านอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ พบว่า ประเทศในยุโรป มีสัดส่วนคนใช้มือถือ 3G อยู่ที่ 28.3 % ของจำนวนผู้ใช้มือถือทั้งหมด (63.4 ล้านคน) ซึ่งแยกตามประเทศ ได้ดังนี้

  • อิตาลี อัตราผู้ใช้ 3G อยู่ที่ 38.3 % (18 ล้านคน),
  • สเปน อัตราผู้ใช้ 3G อยู่ที่ 37.2%(12 ล้านคน),
  • สหราชอาณาจักร อัตราผู้ใช้ 3G อยู่ที่ อยู่ที่ 27.6 %(12 ล้านคน),
  • เยอรมันนี อัตราผู้ใช้ 3G อยู่ที่ 23.9%(11 ล้านคน) และ
  • ฝรั่งเศส อัตราผู้ใช้ 3G อยู่ที่ 17.1% (8 ล้านคน)

ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีอัตราผู้ใช้ 3G อยู่ที่ 28.4% และจำนวนผู้ใช้ 3G ในอเมริกากระโดดเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 80% มาอยู่ที่ 64 ล้านคน ทำให้นอกจากรายได้ที่เติบโตสูงที่สุดในโลกแล้ว สหรัฐฯยังเป็นตลาดที่เติบโตมากที่สุดในโลกในแง่ของจำนวนผู้ใช้งาน

สถานการณ์ในตลาดสหรัฐฯ

clip_image010

ที่มา: Chetah Shama Consulting Update November 2008

ตลาดประเทศสหรัฐอเมริกา ในไตรมาส 3 ปี 2008 รายได้ของการสื่อสารข้อมูลไร้สายโตขึ้น 7.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ที่ 8.8 พันล้านเหรียญ และโตขึ้น 37.5% เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

clip_image012

ที่มา: Chetah Shama Consulting Update November 2008

เมื่อมองที่รายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายต่อเดือน (ARPU) พบว่า มี ARPU ลดลง 0.04 USD โดยรายได้สื่อสารด้านเสียง (Voice ARPU) ลดลง 0.94 USD ขณะที่รายได้สื่อสารข้อมูล (Data ARPU) เพิ่มขึ้น 0.90 USD

1. Sprint เป็นผู้นำตลาดด้วย Data ARPU ที่ 13.50 USD คิดเป็น 24.11% ของรายได้ทั้งหมด

2. Verizon มี Data ARPU อยู่ที่ 13.30 USD (หรือ 25.49% ของรายได้ ซึ่งเป็นเจ้าแรกที่ผ่านระดับ 25%)

3. AT&T มี Data ARPU อยู่ที่ 12.29 USD (หรือ 24.20%)

4. T-Mobile มี Data ARPU อยู่ที่ 9 USD (หรือ 18%)

clip_image014

ที่มา: Chetah Shama Consulting Update November 2008

ซึ่งโดยเฉลี่ย รายได้สื่อสารข้อมูลได้เกินระดับ 23 % (17.7% เมื่อปี 2007) โดยคาดหมายว่าจะผ่านระดับ 25% ภายในปี 2008 นี้

สถานการณ์ในตลาดเอเชีย

เริ่มต้นที่ตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่างประเทศจีน ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเพิ่งได้รับใบอนุญาตบริการ 3G ไปเมื่อปลายปี 2008 ที่ผ่านมา และด้วยจำนวนผู้ใช้บริการสูงสุดในโลกกว่า 600 ล้านคนจากประชากรจำนวนนับพันล้าน ทำให้มีการคาดว่าจะมีผู้ขอใช้บริการ 3G มากกว่า 500 ล้านรายภายใน 5 ปีข้างหน้า

clip_image016

กลับมามองตลาดเพื่อนบ้านของไทย ประเทศกัมพูชาซึ่งมีการให้บริการ 3G ตั้งแต่ปี 2006 และในขณะนี้มีผู้ให้บริการ 3G ถึง 4 ราย แต่กลับมีผู้ใช้งานจำนวนน้อยมากเนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ไม่สามารถจ่ายเงินซื้อโทรศัพท์มือถือมาใช้งานได้ เพราะมีค่าใช้บริการที่สูง อีกทั้งเครื่องโทรศัพท์มือถือก็ยังมีราคาแพงสำหรับประชากรในประเทศอีกด้วย

ด้านบ้านพี่เมืองน้องอย่างลาว ก็เพิ่งเปิดให้บริการ 3G ไปเมื่อกลางเดือนตุลาคม 2008 ที่ผ่านมา โดยผู้ให้บริการที่ชื่อว่า LaoTel โดยคาดว่าจะมีลูกค้าจำนวนประมาณ 30,000 ภายในปี 2008 และ 100,000 คนภายในปี 2009

ในขณะที่ประเทศเวียดนามกำลังจะเปิดประมูลใบอนุญาตให้ผู้ให้บริการราว 4 ราย ภายในกลางปี 2009 และมีการคาดการณ์ว่า บริการ 3G จะทำให้มีจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นอีก 20 ล้านราย จากเดิมตอนนี้ที่ 48 ล้านราย ภายในปี 2010

Digi หนึ่งในผู้ให้บริการในประเทศมาเลเซียซึ่งกำลังจะเปิดบริการ 3G ได้ภายในต้นปี 2009 นี้ ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 86 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามหลังผู้ให้บริการรายใหญ่ที่สุดอันดับ1 อย่าง Maxis ที่เปิดให้บริการ 3G ตั้งแต่ปี 2006 และมีผู้ใช้บริการ 3G ถึง 1.3 ล้านคนด้วยอัตราที่เพิ่มขึ้นสูงมากถึง 3 เท่าเมื่อเทียบจากปี 2007

ส่วนประเทศพม่ามีการทดสอบบริการ 3G ไปเมื่อกลางปีที่แล้ว โดยใช้ในกิจการทหารเท่านั้น และคาดหมายว่าจะขยายไปเปิดบริการในเชิงพาณิชย์เพื่อรองรับผู้ใช้ราว 30,000 ราย และให้บริการผู้ใช้ทั่วประเทศ 200,000 ราย ในปี 2009-2010

ในฟิลิปปินส์ ผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ได้รับใบอนุญาตให้บริการ 3G แล้วจำนวน 4 ราย และเป็นประเทศที่มีการใช้งานด้านข้อมูลค่อนข้างสูง และผู้ใช้บริการนิยมส่งข้อความสั้นกันมากกว่าการโทรสนทนากันตามปกติ ซึ่งรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่อเบอร์ด้านบริการข้อมูลเป็นสัดส่วนสูงถึง 55% ของรายได้จากบริการทั้งหมด

สุดท้ายมาดูที่อินเดีย ซึ่งผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในอินเดียต่างกำลังรอใบอนุญาต 3G เช่นกัน แต่ด้วยจำนวนประชากรอันดับสองของโลกและจำนวนผู้ใช้ อินเตอร์เน็ตไร้สายผ่านมือถือในปัจจุบันถึง 66 ล้านคน จากจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั้งหมด 305.24 ล้านคน คาดว่าอินเดียจะเป็นอีกตลาดหนึ่งที่น่าจับตามองไม่แพ้จีนอย่างแน่นอน

clip_image018

สถานการณ์ 3G ในไทย

แม้ว่าผู้ให้บริการมือถือทั้ง เอไอเอส ดีแทคและทรูมูฟ ยังไม่ได้บทสรุปกำหนดเวลาที่ชัดเจนจากทาง กทช. บนคลื่นความถี่ใหม่ (ที่ 2.1 GHz) โดยมีการคาดหมายว่าน่าจะเป็นภายในปี 2552 แต่ค่ายมือถือทั้ง 3 ราย ต่างดำเนินการเต็มที่ ในการให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่เดิม (In-band Migration) ทั้ง 900 เมกะเฮิรตซ์ (เอไอเอส) และ 850 เมกะเฮิรตซ์ (ดีแทค, ทรูมูฟ)

โดยพื้นที่ให้บริการ 3G ในระยะแรกจะเป็น พื้นที่ในกรุงเทพ และ หัวเมืองใหญ่ๆ ที่มีอัตราการเติบโตด้านการใช้บริการข้อมูล อยู่ในเกณฑ์ที่สูง เช่น เชียงใหม่ ชลบุรี ภูเก็ต ส่วนพื้นที่ ในจังหวัดอื่นๆและพื้นที่ห่างไกล อาจจะต้องรออีกประมาณ 2-3 ปี

เมื่อมองจากมุมมองของผู้ให้บริการเอง สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ ความคุ้มค่าในการลงทุน 3G เนื่องจากในหลายๆประเทศ บริการ 3G ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก อาจจะเป็นเพราะพฤติกรรมของผู้ใช้ ที่ใช้มือถือแค่การโทรเข้ารับสายเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงการที่ไม่ได้ศึกษาตลาดให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะขอประมูลใบอนุญาต 3G ของผู้ให้บริการ แต่ก็อาจจะเป็นสิ่งที่บรรดาผู้ให้บริการทั่วโลก ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากแนวโน้มของการใช้บริการด้านเสียงอยู่ในช่วงขาลงอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องใช้ 3G เป็นธุรกิจใหม่ เพื่อที่จะดัน ARPU ที่กำลังลดลง ให้กลับมามีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอีกครั้ง

นอกจากการให้บริการด้านโทรศัพท์แล้ว ผู้ให้บริการก็จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อเป็นผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเต็มตัวเต็มรูปแบบมากขึ้น และต้องคิดค้นบริการใหม่ๆเพื่อรองรับการใช้งาน 3G อย่างเต็มที่

ในเรื่องของราคา เนื่องจาก 3G เป็นการให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแข่งขันกับผู้ให้บริการ ADSL เดิมที่มีอยู่ ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็คือ การตั้งราคา ซึ่งจะต้องตั้งราคาที่พอจะแข่งกับ ADSL ได้ เพื่อให้มีผู้ใช้ตามบ้าน ส่วนหนึ่งจะเปลี่ยนมาใช้บริการ 3G เพราะความสะดวกในการเข้าถึง Internet จากทุกที่และตอบสนอง Lifestyle ที่จะใช้โทรศัพท์ในการเข้าถึงบริการต่างๆที่จะตามมา

จากรายงานของสมาคม GSM ได้ทำการสรุปผลการศึกษา แนวโน้มของเทคโนโลยี HSPA ว่าคุ้มค่าในการลงทุนและมีการใช้งานที่แพร่หลายมากกว่า และจะเป็นเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในเวลา 5 ปีข้างหน้า ด้วยการที่มีฐานการผลิตที่มากขึ้นและราคาที่ลดต่ำลงของตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต 3G อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนบรรดา ทั้งผู้ผลิตส่วนประกอบ ผู้ผลิตระบบย่อย ผู้ผลิตอุปกรณ์และผู้ออกแบบเครือข่าย รวมทั้งการให้บริการ ทั้งหลายในโลก ช่วยร่วมกันผลักดัน

อุปกรณ์ที่รองรับ 3G

จากรายงานของสมาคม GSMA พบว่า มีอุปกรณ์รองรับ 3G HSPA เป็นจำนวนทั้งหมด 1,085 รุ่น จากผู้ผลิต 127 ราย ซึ่งหลักๆจะมี

  • ตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือจำนวน 347 รุ่น
  • คอมพิวเตอร์พกพา (Notebook) จำนวน 272 รุ่น และ
  • อุปกรณ์เชื่อมต่อที่เป็น USB และ Aircard อีก 106 รุ่น

โดย คอมพิวเตอร์พกพา (Notebook) ที่รองรับ HSPA 3G เช่น Lenovo ถึง 21 รุ่น, Dell 13 รุ่น, Fujitsu ถึงกว่า 30 รุ่น, และ HP อีก 18 รุ่น

โดยปกติแล้วผู้ให้บริการ 3G ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นการเปิดตลาด 3G ด้วยการ ขายNotebook รวมไปกับ HSPA Aircard หรือ อุปกรณ์เชื่อมต่อโมเด็มแบบ USB มากกว่าที่จะเน้นการใช้งานอินเตอร์เน็ตจากตัวโทรศัพท์มือถือโดยตรง ทั้งนี้เพื่อต้องการเปิดตลาด Mobile Broadband เข้าไปแข่งกับผู้ให้บริการ ADSL เดิม ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างรายได้ จากค่าใช้บริการอินเตอร์เน็ตสูง

ซึ่งประเทศในยุโรป Mobile Broadband ได้เข้ามารุกตลาดของ ADSL โดยเฉพาะในประเทศอย่างออสเตรีย, ฟินแลนด์ และ สวีเดน ที่มีผู้ใช้โมบายบอร์ดแบนกว่า 60%

ในปี 2009 การคาดการณ์ว่าจะมี Notebook มากกว่า 36 ล้านเครื่องเชื่อมต่อกับเครือข่ายผู้ให้บริการต่างๆในประเทศยุโรปตะวันตก เทียบกับ 26 ล้านเครื่องเมื่อปี 2008

iPhone Trend

นับตั้งแต่ Apple ได้ออกโทรศัพท์มือถือ iPhone 3G ซึ่งเป็นมือถือ iPhone รุ่นที่สองโดยมีการรองรับการใช้งาน 3G

Apple เปิดตัว iPhone 3G พร้อมกับ Business Model รูปแบบใหม่ โดยเป็นการจับมือเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือทั่วโลกกว่า 70 ประเทศ โดยนำเสนอราคาเครื่องที่ไม่แพงและให้ผู้ให้บริการเป็นผู้ subsidize ราคาเครื่องแทนลูกค้า ทำให้ยอดขายของ iPhone ถล่มทลาย ถึง 6.9 ล้านเครื่อง ในไตรมาสที่ 3 /2008 มากกว่าไตรมาสเดิมของปีก่อนถึง 6 เท่า และมากกว่าจำนวนยอดขายรวมของ iPhone รุ่นแรกที่ขายได้ทั้งหมด 6.1 ล้านเครื่อง

สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับบริษัท Apple และบรรดาผู้ให้บริการมือถือมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นจากสัญญาการใช้บริการที่ผู้ใช้ iPhone ต้องจ่าย

จำนวนยอดขาย iPhone สามารถเอาชนะเจ้าตลาด Smart Phone อย่าง RIM (Research In Motion) ผู้จำหน่ายมือถือแบรนด์ Blackberry ที่ได้ความนิยมต่อเนื่องมายาวนานกว่า 8 ปี โดย RIM ทำยอดขาย Blackberry อยู่ที่ 6.1 ล้านเครื่อง

clip_image020

ที่มา: รายงานผลประกอบการ Apple Q3 ปี 2008

นอกจากนี้ ในตลาดโทรศัพท์มือถือทั้งหมด Apple ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับสาม เมื่อนับจากรายได้ (ที่ 4.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ) โดยยังคงเป็นรองแค่ Nokia และ Samsung

และ iPhone 3G ยังทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของ Apple ณ ปัจจุบัน มีถึง 23% มากกว่าช่วงเปิดตัว iPhone 3G ครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2008 ถึงสองเท่า

clip_image022

ที่มา: ChangeWave Research

จากการสำรวจของ Rubicon พบว่าผู้ใช้ iPhone ใช้อ่านอีเมล์ รับส่งข้อความสั้น SMS และ ท่องเวปไซด์ เป็นสามอันดับแรก และประมาณ 80% ของผู้ใช้พึงพอใจกับการใช้งานโดยรวม

ส่วนโทรศัพท์เครื่องเดิมที่ถูกแทนที่ด้วย iPhone สามอันดับแรกคือ Motorola Razr, Windows Mobile และ Blackberry

ส่วนผู้ใช้ที่เห็นด้วยว่าสามารถใช้ iPhone แทนที่คอมพิวเตอร์ notebook ได้มีถึง 61%

สำหรับ ปัจจัยอื่นๆที่ทำให้ iPhone ได้รับความนิยม ก็คือ มีแอพลิเคชั่นเสริมให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดมากกว่า 10,000 แอพลิเคชั่น ซึ่งได้รับกระแสความนิยมอย่างมาก โดยมียอดดาวน์โหลด

แอพลิเคชั่นทั้งหมด กว่า 500 ล้านครั้ง ทำรายได้ให้บริษัท Apple นับหมื่นล้านบาทเลยทีเดียว

สำหรับตลาดองค์กรนั้น iPhone ที่ดูเหมือนว่าจะถูกออกแบบมาสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (Consumer) อาจจะยังสู้ Windows Mobile ในแง่ของการใช้งานฝั่งผู้ใช้ธุรกิจ (Corporate) แม้ว่า iPhone จะสามารถเชื่อมต่อใช้งานกับ Microsoft Exchange ได้ก็ตาม ทำให้ iPhone ยังไม่สามารถขึ้นครองตำแหน่งผู้นำของตลาดองค์กรได้

ผลการสำรวจของ ICM Research และ London School of Economics (LSE) ระบุว่า 62% ของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในอังกฤษ ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ ดังนั้นบริการ 3G และอุปกรณ์รองรับที่สามารถใช้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างรวดเร็ว จึงกลายเป็นเรื่องสิ่งจำเป็น และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ยอดขาย Apple iPhone รุ่นแรกไม่ดีเท่าที่ควร เพราะไม่ได้รองรับ 3G

ในปี 2009 นี้ อาจจะเป็นปีที่ยากลำบากขึ้นของ Apple เนื่องจาก iPhone เริ่มมีคู่แข่งอื่นๆ ที่พอจะเทียบเคียงได้ เช่น Blackberry Storm จากค่าย RIM, Touch Diamond จาก HTC, Voyager และ Vu จาก LG Electronics, Xperia X1 จาก Sony Ericsson, Nokia Tube, Palm Pre, และ Instinct จาก Samsung ที่จับมือกับผู้ให้บริการอย่าง Sprint ที่อาจจะประสบความสำเร็จในการแข่งขันกับ AT&T และ iPhone เช่นเดียวกัน

ทำนายเทรนด์ปี 2009

  • ARPU ของผู้ใช้บริการในญีปุ่น มีแนวโน้มสูงขึ้นจากการเปิดให้บริการ 3G รวมถึงจำนวนผู้ใช้ 3G ที่น่าจะเข้าใกล้ 100% ไปทุกที ส่วนผู้ให้บริการทั่วโลก จะมีรายได้ต่อเดือนต่อเลขหมายจากบริการสื่อสารข้อมูลผ่านโทรศัพท์หรือ 3G เพิ่มขึ้น ในขณะทีรายได้จากการใช้เพื่อการสนทนาลดลง
  • จีนและอินเดีย เปิดให้บริการ 3G เต็มรูปแบบ พร้อมจำนวนผู้ใช้มหาศาลกว่าร้อยล้านคน ภายในปี 2009
  • ตลาดโมบายด์บอร์ดแบนจะเข้ามาแทนที่ บริการ DSL เดิม โดยเฉพาะประเทศในยุโรป ที่มีอัตราการใช้งานสูง
  • มือถือจอใหญ่ Touch Screen รูปร่างหน้าตาคล้าย Apple iPhone และรองรับ 3G (เช่น HSDPA) พร้อมหน่วยความจำขนาด 8 GB ขึ้นไป พร้อมกล้อง 5 ล้าน Pixel ขึ้นไป แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานขึ้น และสุดท้ายคือ ระบบติดตามตำแหน่ง GPS เช่น ระบบนำทางแบบ 3 มิติ ที่ Nokia กำลังทดสอบอยู่
  • ด้วยจำนวนยอดขายคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้กแซงหน้าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (Desktop) ไปแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา อุปกรณ์เชื่อมต่อบอร์ดแบนไร้สายจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในปี 2009 อย่างไม่ต้องสงสัยและเราจะได้เห็น Netbook ที่ขนาดบางและน้ำหนักเบา ขนาดของหน้าจอที่จะเพิ่มจาก 9? เป็น 10? พร้อมด้วยชิพประมวลผลและกราฟฟิกที่ดีขึ้น ที่มาพร้อมกับทางเลือกในการเชือมต่อบอร์ดแบนไร้สายที่หลากหลายและเมื่อประเทศจีนและอินเดียเปิดบริการ 3G จะเป็นที่แน่นอนว่าราคาของอุปกรณ์ต่างๆเหล่านี้จะลดลงอย่างมากด้วยจำนวนการผลิตจำนวนมาก เพื่อรองรับผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

? คอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ก จะเริ่มสามารถใช้งานบนแบตเตอรี่ได้ยาวนานจากเดิมที่ 4 ชม เป็น 8 ชม. และ Netbook ซึ่งคอมพิวเตอร์พกพาที่มีขนาดเล็กและเบาพร้อมจอแบบสัมผัส เพื่อสะดวกในการพกพา จะถูกนำมาขายพ่วงหรือแม้กระทั่งแจกฟรีให้ผู้ใช้บริการ 3G โดยผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ

ก้าวต่อไปกับยุค 4G (Fourth-Generation)

4G ในโลกแห่งโทรคมนาคมและการสื่อสาร คือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 4 (Fourth-Generation) ถือเป็นยุคถัดไปของ 3G ในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้บริการ Mobile Broadband สามารถรองรับการรับส่งข้อมูลที่ต้องการความเร็วสูงยิ่งขึ้นไปอีก

ซึ่งตามทฤษฎีที่คาดหวังไว้นั้นขณะเคลื่อนที่จะมีอัตราความเร็วสำหรับการดาวน์โหลดข้อมูลประมาณ 100 Mbps (และ 1Gbps เมื่อหยุดนิ่ง) ส่วนอัตราความเร็วสำหรับอัพโหลดข้อมูลอยู่ที่ประมาณ 50 Mbps ด้วยคุณภาพและความปลอดภัยในการสื่อสารบนพื้นฐานโครงข่ายข้อมูล IP ทั้งหมด

ปัจจุบันยังไม่มีการเปิดให้บริการจริงแต่อย่างใด ในขณะที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่ชั้นนำของโลกอย่าง NTT DoCoMo กำลังทำการทดสอบเทคโนโลยี LTE (Long Term Evolution) ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่กำลังถูกนำเสนอให้เป็นมาตรฐาน จากผลการทดสอบในปี 2005 ที่ Yokosuka แถบตะวันตกของกรุง Tokyo ด้วยเทคโนโลยีของโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4G สามารถดาวน์โหลดข้อมูลทั้ง CD ภายใน 2 วินาที หรือ ภาพยนต์ ที่มีความยาว 2 ชมในแผ่น DVD ได้ภายใน 12 วินาที ซึ่งทดสอบที่ระดับการดาวน์โหลดข้อมูลสูงสุดที่ 2.5 Gbps ขณะเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วประมาณ 20 กิโลเมตร/ชม. ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่ทาง ITU (International Telecommunication Union) กำหนดไว้

CEO ของ NTT DoCoMo นาย Ryuji Yamada ได้แถลงในงาน GSMA Mobile Asia Congress ที่มาเก๊า ว่าบริษัทต้องการเพิ่มความเร็วในโครงข่าย Broadband เพื่อรองรับการใช้งานในรูปแบบของวีดีโอในประเทศญี่ปุ่น โดยวางแผนที่จะเปิดให้บริการในเชิงพาญิชย์จริงช่วงประมาณปี 2010 นอกจากนี้แล้ว NTT DoCoMo ได้วางแผนอย่างระมัดระวังในเรื่องของเครื่องโทรศัพท์มือถือที่จะมารองรับเพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา เนื่องด้วยเคยมีประสบการณ์ช่วงเปลี่ยนจากยุค 2G มายัง 3G

NTT DoCoMo สื่อสารถึงลูกค้าของตน ในการที่ตัดสินใจลงทุนเครือข่าย 4G คือ ความต้องการที่จะทำให้โลกแห่งการสื่อสารแพร่หลาย ไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์ใดๆก็สามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ทุกที่ ทุกเวลา ระบบต่างๆจะเชื่อมต่อกันไม่ว่าผู้ใช้จะอยู่ที่ใดก็ตาม เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน

ตัวอย่างแนวความคิดที่ทาง NTT DoCoMo ได้นำเสนอให้แก่ลูกค้า อาทิ เช่น

ตัวอย่างระบบที่ขยายความสามารถจากบริการเดิมที่มีอยู่

  • Mobile Teleconferencing System ระบบการประชุมทางไกลไร้สาย
  • E-Commerce& Delivering System ที่เชื่อมต่อระบบการจ่ายเงินของ Mobile Wallet เข้ากับระบบการขนส่งสินค้าไว้ด้วยกัน , รูปแบบการชำระเงินของ Mobile Wallet จะเปลี่ยนไป ลูกค้าเพียงแค่เดินผ่าน Gate ที่จัดไว้ให้ โทรศัพท์เคลื่อนที่จะทำการสื่อสารกับ Gate ดังกล่าว และทำการจ่ายเงินด้วยระบบบัตรเครดิตบนเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่
  • One Stop Boarding System ลดขั้นตอนการ check-in ที่สนามบิน โดยผู้โดยสารแค่เพียงเดินผ่าน Gate ที่จัดไว้ให้ โทรศัพท์เคลื่อนที่จะทำการสื่อสารกับ Gate เพื่อทำการ check-in

ตัวอย่างแนวความคิดระบบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ เช่น

  • เครื่องโทรศัพท์มือถือที่สามารถสวมใส่ได้และทำการส่งข้อมูล ติดต่อกับแพทย์เพื่อทำการตรวจสอบความดันโลหิต ตรวจสอบอุณหภูมิร่างกาย
  • ต่อไปจะมีอุปกรณ์ที่เป็นผู้ช่วยในการนำทางอัจฉริยะให้กับเด็กๆ และถือไว้ติดตัว โดยผนวกความสามารถของระบบ GPS (Global Positioning System) กับความสามารถของคอมพิวเตอร์อย่าง AI (Artificial Intelligent) เข้าไว้ด้วยกัน
  • Mobile Remote Learning System ระบบการเรียนการสอนทางไกลแบบ interactive สามารถโต้ตอบกันได้ด้วยเทคโนโลยีไร้สายเป็นต้น

ทำให้สังเกตได้ว่า NTT DoCoMo พยายามที่จะวางโครงสร้างและผลักดันแบรนด์ของตนให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการใช้งานในชีวิตประจำวันให้ได้มากที่สุด

ณ สิ้นปี 2008 NTT DoCoMo มีลูกค้าประมาณ 54.1 ล้านเลขหมาย และ 87.17% เป็นผู้ใช้ในโครงข่าย 3G ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก และบ่งบอกถึงแนวโน้มการใช้งาน data usage ในประเทศญี่ปุ่น นาย Yamada กล่าวว่าภายในไตรมาสแรกของปี 2009 คาดการณ์ว่าจะมีอัตราส่วนของผู้ใช้ในโครงข่าย 3G เพิ่มขึ้นอีกเป็น 90%

เทคโนโลยีมาตรฐาน

ในส่วนของเทคโนโลยีมาตรฐานนั้น ณ.ปัจจุบัน คือการแข่งขันหลักกันระหว่าง 2 กลุ่มหลัก คือ 3GPP (กลุ่มผู้พัฒนาสาย GSM, WCDMA, HSDPA/HSUPA) ได้นำเสนอเทคโนโลยีมาตรฐานLTE (Long Term Evolution) โดยมีจุดเด่นในการเชื่อมต่อกับระบบเดิมของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มาทางสาย WCDMA ได้เป็นอย่างดี

และ กลุ่ม WiMAX forum (กลุ่มผู้พัฒนาสาย WiMAX(Worldwide Interoperability for Microwave Access) สนับสนุนหลักโดยบริษัท อินเทล) ได้นำเสนอเทคโนโลยีมาตรฐาน mobile WiMAX (802.16e) ที่เพิ่มความสามารถของเทคโนโลยีเดิมให้รองรับการเคลื่อนที่ของเครื่องโทรศัพท์มือถือได้

ในขณะที่องค์กร 3GPP2 (กลุ่มผู้พัฒนาสาย CDMA 2000 สนับสนุนหลักโดย บริษัท Qualcomm) ช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน 2008 ที่ผ่านมา ได้ออกมาประกาศว่าจะยุติการพัฒนา UMB (Ulbra Mobile Broadband) ที่เดิมทีจะนำเสนอเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีมาตรฐานใน 4G และจะหันมาให้การสนับสนุน เทคโนโลยีมาตรฐาน LTE แทน ซึ่งยิ่งทำให้เป็นการสนับสนุนการนำเทคโนโลยี LTE ไปใช้กับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มาทางสาย CDMA 2000 อีกด้วย

ทิศทางของมาตรฐานในยุค 4G

สำหรับ mobile WiMAX นั้นเป็นเทคโนโลยีที่แบรนด์ใหม่อย่าง ?Clear? ซึ่งเกิดจากการร่วมมือกันระหว่างบริษัท Clearwire และ Sprint ผู้ให้บริการอันดับ 3 ในสหรัฐอเมริกาด้วยจำนวน 50.5 ล้านเลขหมาย เลือกนำมาใช้เป็นเทคโนโลยี ภายใต้แผนธุรกิจแบบ MVNO (Mobile Virtual Network Operator) และวางแผนที่จะเปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์ปี 2010

Sprint ประกาศตั้งแต่ปี 2006 โดยให้เหตุผลในการเลือก mobile WiMAX แทนที่จะเป็นเทคโนโลยี UMB ซึ่งเป็นวิวัฒนาการถัดไปจากโครงข่าย CDMA ที่ตนมีอยู่ โดยอ้างว่า การเลือก Mobile WiMAX จะเป็นประโยชน์ในแง่ของประสิทธิภาพที่มีสูงกว่าเทคโนโลยี cellular 4 เท่าตัวและประหยัดกว่าในเรื่องของค่าใช้จ่ายได้ถึง 10 เท่าตัว อย่างไรก็ตาม Sprint ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลมากกว่านี้ในการคิดคำนวณสำหรับผลลัพธ์ดังกล่าว

โดยกลุ่ม Yankee Group องค์กรวิจัยทางด้านเทคโนโลยีกล่าวว่า Sprint ได้เริ่มต้นด้วยเทคโนโลยี 4G ก่อนหน้า LTE ถึง 2 ปี โดยเชื่อว่า LTE จะไม่เกิดขึ้นจนกว่าถึงไป 2010 และจะยังไม่สามารถให้บริการโครงข่ายยุค 4G ได้เต็มความสามารถจนกระทั่งปี 2012 ซึ่งถือเป็นโอกาสของเทคโนโลยี mobile WiMAX แต่เหตุผลที่ Sprint ไม่เลือกเทคโนโลยีตามวิวัฒนาการของ CDMA ทางนักวิเคราะห์กล่าวว่า ถ้าเดินตามรอย Verizon ผู้ให้บริการ CDMA รายใหญ่อันดับ 2ของสหรัฐอเมริกา Sprint ก็จะทำได้ดีที่สุดคือแค่เสมอตัวเท่านั้น เนื่องจาก Verizon มีจำนวนลูกค้ามากกว่าและมีทรัพยากรที่พร้อมมากกว่าอย่าง คอนเทนต์ต่างๆ

แต่ในขณะเดียวกันการเป็นผู้บุกเบิกก่อนของ Sprint ก็มีความเสี่ยงสูง การออกมาประกาศที่จะลงทุนครั้งใหญ่กว่า 3000 ล้านเหรียญดอลล่าร์ ในการให้บริการ mobile WiMAX ครอบคลุมทั้งประเทศ ก่อนหน้า 2 ปีที่จะมีอุปกรณ์ออกมารองรับ

ในปี 2010 Yankee Group ได้มีการคาดการณ์กันว่า ผู้ใช้ mobile WiMAX ในแถบอเมริกาเหนือมีจำนวนประมาณ 2% ของผู้ใช้ เครือข่าย 2.5G/3G และ 66% ของผู้ใช้จะใช้ mobile data card เป็นหลัก

(กราฟ: แสดงการคาดการณ์อัตราการเติบโตของผู้ใช้ Mobile WiMAX ในแถบอเมริกาเหนือ)

clip_image024

(กราฟ:การคาดการณ์อัตราการเติบโตของผู้ใช้ Mobile WiMAX จากทั่วโลก)

clip_image026

อย่างไรก็ตามปัจจุบันสิ่งที่ท้าทายโครงการ คือ ยังต้องใช้เวลาและเงินทุนที่ไม่ใช่น้อยกว่าจะสร้างโครงข่ายใหม่ให้ครอบคลุม นอกจากนี้ข้อมูลจาก Infonetics Research กล่าวว่าช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2008 ที่ผ่านมา อุปกรณ์ที่รองรับ Fixed และ Mobile WiMAX มียอดขายที่ลดลงถึง 21% เนื่องด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยและมีแนวโน้มว่าจะไม่ดีขึ้นถึงสิ้นปี 2009 ทำให้มีผลกระทบโดยตรงกับโครงการดังกล่าวที่ต้องชะลอตัวและจำนวนผู้ใช้งานอาจไม่ได้เป็นไปอย่างที่ได้คาดการณ์ไว้ และ นักวิเคราะห์จาก Ovum ยังกล่าวอีกว่าขณะนี้ยังดูเหมือนว่า Sprint จะเป็นเพียงผู้ให้บริการใหญ่รายเดียวที่มุ่งไปที่ Mobile WiMAX อย่างชัดเจน

สำหรับ LTE นั้น เนื่องด้วยปัจุบัน LTE ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มองค์กร 3GPP และ 3GPP2 ประกอบกับมีความยืดหยุ่นในเรื่องของความถี่ที่พร้อมใช้แล้วมากกว่า Mobile WiMAX การออกมาประกาศของบริษัทต่างๆ ด้วยเหตุผลทางเชิงเทคนิคว่าจะพัฒนาระบบไปสู่ยุค 4G ด้วยเทคโนโลยี LTE จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

Yankee Group กล่าวว่า การเกิดขึ้นของอุปกรณ์ที่เน้นด้านมัลมีเดียเป็นหลัก และ บริการ เช่น วิดีโอสตรีมมิ่ง และ social networking จะเป็นตัวผลักดันสำคัญที่เพิ่มความต้องการสำหรับ Mobile Broadband

ABI Research ได้คาดการณ์ไว้ว่าจะมีจำนวนผู้ใช้งานเทคโนโลยี LTE ประมาณ 32 ล้านคน ในปี 2013 แม้เป็นที่รู้กันดีว่า LTE จะยังไม่ถูกนำมาให้บริการในเชิงพาณิชน์ก่อนปี 2010 ก็ตาม แต่บทสรุปดังกล่าวนั้นเป็นเหตุผลมาจาก ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ต่างๆของโลก อันได้แก่ NTT DoCoMo, China Mobile, Vodafone, Verizon Wireless, T-Mobile, AT&T และ อีกหลายๆที่ ได้ประกาศว่ามีแผนจะลงทุนในเทคโนโลยีดังกล่าว โดย 37.5% หรือจำนวน 12 ล้านคนจะอยู่ในทวีปเอเชีย และที่เหลือจะกระจายไปยังทวีปอื่น ระหว่าง ยุโรปตะวันตก และ อเมริกาเหนือ จนในที่สุดแล้ว จำนวนผู้ใช้ของ LTE จะแซงหน้า ผู้ใช้ mobile WiMAX หลังจากปี 2015

นอกเหนือจากนั้น NGMN (Next Generation Mobile Network) Alliance ที่เกิดจากการรวมตัวกันของ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และถือเป็น 70% ของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในโลก ได้ออกมายืนยันที่ว่า LTE เป็นเทคโนโลยีแรกที่ตรงกับความต้องการของกลุ่ม

ABI คาดการณ์ว่า LTE จะเป็นเทคโนโลยีคู่แข่งที่สำคัญของ fixed line broadband อาทิ เช่น DSL และกระตุ้นความต้องการในการเชื่อมต่อ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเข้ากับอินเตอร์เน็ต ไม่ใช่แค่เพียง โทรศัพท์เคลื่อนที่ และ คอมพิวเตอร์ส่วนตัวอีกต่อไป แต่จะรวมไปถึง เครื่องมือแพทย์ ไปจนถึงเครื่องเล่นเกมคอนโซล

ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี LTE หรือ Mobile WiMAX ก็ดี ทั้ง 2 เทคโนโลยีมีจุดเด่นที่มีความได้เปรียบสูงในบริเวณที่ระบบ fixed line broadband ยังเข้าไม่ถึง ทำให้เป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ไม่ว่าจะที่ใดก็ได้

จำเป็นแล้วหรือไม่กับการพัฒนาไปสู่ยุค 4G

จากข้อมูลที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า วิวัฒนาการทางด้านเครือข่ายเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาไปนั้น เกิดจากการแข่งขันกันทั้งของผู้เสนอมาตรฐานและผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มากกว่าความต้องการทางตลาด รูปแบบของการให้บริการ Mobile Broadband บนเครือข่าย 3G ที่พึ่งลงทุนไปไม่ถึง 10 ปีนั้น ยังเป็นสิ่งที่ท้าทายและใช่ว่าประสบความสำเร็จ ซึ่งเดิมทีเกิดจากกลุ่มผู้ใช้ที่มีความต้องการในการใช้งานด้านเสียงเพียงเท่านั้น ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่าจำเป็นแล้วหรือไม่กับการพัฒนาไปสู่ยุค 4G

ทั้งนี้คำตอบ จะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักๆ ที่แตกออกมาได้ ดังต่อไปนี้

? ลักษณะลูกค้าของแต่ละผู้ให้บริการ และความต้องการใช้งานด้านสื่อสารข้อมูลในตลาดเป็นเช่นไร

? ทรัพยากรโครงข่ายเดิมที่มีอยู่ของแต่ละผู้ให้บริการ อาทิเช่น อุปกรณ์โครงข่าย, ความถี่ และรวมไปถึงทรัพยากรบุคคล เป็นต้น

? เทคโนโลยีใหม่ที่จะนำมาลงทุนนั้น เข้ากันได้ในการที่ต้องปรับเปลี่ยนพัฒนา (upgrade) ไปสู่โครงข่ายใหม่นั้นราบรื่นเพียงใด คุ้มค่าหรือไม่

? เครื่องโทรศัพท์มือถือที่รองรับมีมากน้อยเพียงใด

ประสบการณ์การพัฒนา, การให้บริการในยุคเครือข่าย 3G ของแต่ละผู้ให้บริการ, เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์และสำคัญอย่างยิ่งที่แต่ละผู้ให้บริการนั้นมีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน และมีผลในการตัดสินใจการลงทุนไปสู่ยุค4G

ผลกระทบที่มีต่อวัฒนธรรมและสังคม (Culture & Social Impact)

การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่เทคโนโลยียุค 3G ก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านสังคมและวัฒนธรรม อันเนื่องมาจากการพฤติกรรมในบริการเสริมต่างๆที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น

  • ช่องทางในการแสดงออกถึงความสำคัญและรสนิยมของตัวเองในสังคมมีมากขึ้น เดิมนั้นโทรศัพท์เคลื่อนที่เปรียบเสมือนสิ่งที่บ่งบอกรสนิยมและบุคลิกของผู้ใช้โดยสังเกตได้จากรุ่นโทรศัพท์ที่ตนใช้อยู่ และเมื่อรูปแบบของบริการเสริมมีหลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่ผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถเลือกตั้งเสียงเพลงรอสาย ในยุค 3G จะไม่ใช่เป็นการสื่อเพียงแค่เสียงเท่านั้น แต่ผู้ใช้จะมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้นในการเลือกรูปแบบการแสดงออก อาทิ เช่น สามารถตั้งค่าให้แสดงคลิปมิวสิควีดีโอของนักร้องที่ตนชื่นชอบ หรือ อาจเป็นคอนเทนต์ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นมาเองใหม่ ให้ผู้โทรเข้าได้รับชมระหว่างรอสาย เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เรียกเข้า ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างวัฒนธรรมในการแสดงออกต่อสังคมอีกรูปแบบหนึ่ง อีกฝ่ายสามารถทราบถึงรสนิยมความชอบของอีกฝ่ายโดยไม่จำเป็นต้องบอกกล่าว หรือพบหน้าแต่อย่างใด
  • ผลกระทบต่อจิตใจและความเชื่อเรื่องความทันสมัย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้กับทุกยุคทุกสมัย เมื่อมีกลุ่มผู้ใช้ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการใช้บริการใหม่ๆจำนวนหนึ่งแล้ว ก็จะเป็นการแผ่ขยายในวงกว้างมากขึ้นต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มีแนวโน้มพฤติกรรมชอบลอกเลียนแบบและชอบการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยมีผลต่อความเชื่อว่าถ้าเพื่อนรอบข้างมีแล้วถ้าตนไม่มีจะถือว่าล้าสมัย ในขณะที่สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุและกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ยังนิยมวัฒนธรรมเดิมๆมากกว่าการยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆ
  • ความปลอดภัยในสังคม เทคโนโลยี LBS(Location Based Service) สามารถช่วยเพิ่มความปลอดภัยในสังคมให้กับบุตรหลานที่ยังเป็นเด็กเล็กๆ คุณพ่อคุณแม่สามารถตรวจสอบได้ว่า ขณะนี้บุตรหลานของตนกำลังอยู่ที่ใด กลับมาพร้อมกับรถโรงเรียนหรือไม่
  • ผลกระทบต่อข้อมูลส่วนตัว และสิทธิส่วนบุคคล รูปแบบบริการที่มีความสามารถมากขึ้น เปรียบเสมือนดาบสองคมในตัวเช่นเดียวกัน หนึ่งในเหตุผลของบริการ Video Call และ การตรวจสอบตำแหน่งของคู่สนทนาด้วยเทคโนโลยี LBS(Location Based Service) ที่ไม่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศที่เปิดให้บริการ 3G อันเนื่องมาจากผู้โทรเข้าสามารถทราบได้ว่า คู่สนทนากำลังทำอะไรอยู่ และถึงแม้บริการเสริมดังกล่าว อาจสามารถทำการเลือกได้ว่าให้แสดงภาพของตนหรือแค่พูดคุยด้วยเสียงเท่านั้น แต่ก็อาจเกิดความเกรงใจ และเป็นมารยาทที่ไม่กล้าปฎิเสธ ดังนั้นผู้ให้บริการจึงอาจต้องเปลี่ยนรูปแบบของการให้บริการไปเล็กน้อย แทนที่จะแสดงรูปจริงของคู่สนทนา ผู้สนทนาสามารถเลือกการ์ตูนแทนตัวเอง (Avatar) หรือรูปใดๆก็ได้ที่ตนชื่นชอบแทน ในขณะที่บริการเสริมที่ใช้เทคโนโลยี LBS มาช่วยนั้น อาจไม่ได้นำมาใช้เพื่อการสอบถามตำแหน่งของบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่นำมาใช้เพื่อค้นหาสถานที่ที่ตนต้องการแทน เป็นต้น

Comments

comments

Share.

About Author

ทีมงาน MarketingByte.com ที่คอยเจาะลึก วิเคราะห์ หาข้อมูลต่างๆ มาเพื่อบริการข้อมูลด้านการตลาดออนไลน์เพื่อคนไทย ติดตามเราทาง Social Media : www.facebook.com/marketingbyte หรือ www.twitter.com/mktbyte

Leave a Reply

%d bloggers like this: